ช่วงนี้ไม่รู้เป็นไร เหมือนไม่อารมณ์เขียนบล็อก หลังงานแฟตมา เอาแต่ทำงาน ทำงาน และทำงาน แถมเจอเรื่องน่าเบื่อๆ แทรกซึมเข้ามาอีก งานเล็กงานน้อยสุมรุม ประกอบกับภารกิจเสาะหาของเล่นราคาแพงตัวใหม่ ไปๆ มาๆ ก็เลยไม่มีเวลาจะขีดๆ เขียนๆ แย่จังแฮะ

วันนี้ เลยขอหยิบเอาสิ่งที่เขียนสรุปๆ ไว้มาใช้งานไปก่อน

ซี่รี่ส์เกาหลี กับ ละครไทย

ผมดู ละครไทย มาตั้งแต่เด็กๆ พบเห็นความซ้ำซากมามากพอดู จนเดาออกมาหมดแล้ว ว่าเรื่องมันจะเป็นยังไง ฉากนี้จะมีไดอะล็อกแบบไหน ผมว่า ผมไม่ได้้เป็นคนเดียว หลายคนก็คงรู้สึกอย่างผม เริ่มชินชากับความซ้ำซากกันมามากพอดู จนวันหนึ่ง…

ซีรี่ส์เกาหลี ซีรี่ส์ญี่ปุ่น ทะลักเข้าประเทศ คนไทยที่เริ่มเบื่อหน่ายความซ้ำซาก เริ่มยักย้ายถ่ายเทไปดูของนอก ไปๆ มาๆ กระแสความฟีเวอร์เริ่มหนักข้อ จนเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ผมเองก็ได้ดูซีรี่ส์พวกนี้ไปกับเขาด้วย จนบางทีก็ติดไม่แพ้พวกสาวๆ เหมือนกัน ไปๆ มาๆ ก็เลยอุตริมานั่งเรียบเรียงว่า ทำไมเราถึงรู้สึกว่า ซี่รี่ต่างชาติพวกนี้มันดีกว่าละครบ้านเราเอง

เริ่มกันเลยแล้วกันครับ

  1. ไม่มีตัวละครที่เป็นตัวดี ตัวร้ายแท้จริง แม้แต่คนที่เลวร้าย ก็ยังกลับใจเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องรอจบท้ายเรื่อง เป็นศัตรูกันก็กลายมาเป็นเพื่อนกันได้ ซึ่งหาไม่ได้ในละครไทย
  2. ค่อนข้างเน้นและพิถีพิถันที่จะบ่งบอกสิ่งที่ตัวละครเป็นจริงๆ เช่น ตัวละครเป็นเชฟ ซีรี่ส์เกาหลีก็จะพยายามใส่ช่วงเวลาที่เขาทำหน้าเป็นเชฟอย่างเต็มที่ อย่างน้อยก็ทำให้เราเชื่อว่า เขาเป็นเชฟจริงๆ อีกทั้งยังหยิบอาชีพต่างๆ ที่แสนจะหลากหลายในสังคมมาพูดถึง ถ้าละครไทยจะทำน่ะเหรอ ก็ต้องเป็นอาชีพที่ผู้คนสนใจและใคร่อยากเป็น เช่น นางงาม, นางเอก, นักร้อง เท่านั้นแหละ
  3. ตัวละครเอกมักจะมีความใฝ่ฝันอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ต้องการจะทำให้สำเร็จ และตั้งใจพยายามทำทุกอย่างตามความฝันของตัวเอง ลักษณะแบบนี้ ผมก็พบเจอในหนังญี่ปุ่นเช่นกัน คน 2 ชาตินี้มีอะไรคล้ายๆ กัน ทำอะไรทำกันจริงจังสุดโต่ง ช่างต่างกับคนไทยลิบลับ
  4. ซีรี่ส์เกาหลีเน้นครอบครัวทุกเรื่อง ความไม่เข้าใจ การไม่พูดกัน ทัศนคติที่ไม่ตรงกัน สะท้อนปัญหาสังคมได้ดี และสะท้อนในแง่มุมที่ใกล้เคียงความจริง
  5. ใส่ลูกเล่นกับอะนิเมชั่นและเอ็ฟเฟ็กต์ เล่าเรื่องด้วยไอเดีย ทั้งน่ารัก ทั้งขี้เล่น และไม่น่าเบื่อดี
  6. เข้าใจผูกเรื่อง พยายามหาหนังสือ เทพนิยาย มาช่วยผูกเรื่อง และเล่นเล่าอยู่กับสิ่งๆ นั้นไปตลอดเรื่อง แสดงให้เห็นว่า คนในชาตินี้ค่อนข้างรักการอ่าน
  7. ตัวละครเหมือนโลดแล่นอยู่ในพล็อตนิยายน้ำเน่า แต่ก็มีมุมที่เป็นไปได้ในโลกจริง เช่น ผู้หญิงปลอมตัวเป็นผู้ชายหลอกคนได้ทั้งเรื่อง (บ้านเราก็มีนะแบบนี้) แต่ก็ช่วยกันทำมาหากิน ก่อร่างสร้างร้านกาแฟจนเติบโต
  8. รักสามเส้าเกิดขึ้นเสมอๆ ในซีรีส์เกาหลี บางเรื่องก็จะเป็นสี่เส้าห้าเส้าหกเส้า เล่นเอาคนดูมึนกันไปเลยก็มี
  9. เพลงประกอบที่แต่งขึ้นมากมายสำหรับใช้ในซีรีส์โดยเฉพาะ ผิดกับบางประเทศ ที่ชอบแอบเอาเพลงของชาวบ้านมาประกอบโดยไม่บอกเจ้าของอยู่เสมอๆ เพลงประกอบเหล่านี้สร้างธีมให้กับหนังโดยปริยาย แถมแต่งมาเสียเพราะ จนคนดูต้องเสียเงินซื้ออัลบั้มเพลงประกอบตามไปอีก ความที่เพลงเยอะ ก็ทำให้รวมเป็นอัลบั้มเฉพาะเรื่องได้ โดยไม่ต้องรวมเอาจากหลายเรื่องเหมือนบ้านเรา
  10. ถ้านางเอกไม่สวยหรือน่ารักโดนใจคุณล่ะก็ ตัวรองก็มักจะสะกดใจคุณอยู่เสมอ บางเรื่อง คุณอาจถึงขั้นเลือกไม่ถูก ว่าจะชอบคนไหนดี
  11. ตัวละครทุกตัว มีงานมีการทำจริงๆ มีช่วงเวลาและมีความรู้ในใจการงานของตัวเองจริงๆ เช่น เราได้เห็นตัวละครทำอาหารให้เราดูจริงๆ จนเราเชื่อว่าเขาเป็นเชฟใหญ่ เราได้เห็นเขาคร่ำเคร่งกับตำรา และแก้ไขโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ จนเราเชื่อว่า เขาเป็นอัจฉริยะจริงๆ ไม่ใช่การกล่าวอ้างกันลอยๆ แต่ไม่มีเรื่องราวที่บ่งบอกและอธิบายส่งเสริมคำกล่าวอ้างนั้น การจะทำเช่นนี้ได้หมายถึง คนเขียนบทและคนทำซีรีส์ต้องทำการบ้านมากมาย แต่นั่นก็คือ ความสมจริงที่คนดูจะรู้สึก
  12. ซีรีส์เกาหลี ถ้าแบ่งกันแบบใหญ่ๆ ก็น่าจะแบ่งได้ 2 แนว คือ แนวเศร้าโศกบรม กับ แนวน่ารักฮาแตก พิษภัยถือว่า น้อยมากๆ ไม่มีกรี๊ดวีนแตกแบบละครบางชาติ ซึ่งส่งเสริมให้เยาวชนเติบโตเป็นพวกไร้ EQ แบบทุกวันนี้
  13. มักชอบสอดแทรกความเป็นชาติตัวเองใส่เข้าไปอย่างแนบเนียน ส่งผลให้เรารู้จักความเป็นเกาหลีได้จากหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งประเพณี การแต่งกาย อาหาร ฯลฯ
  14. ความเป็นเพื่อน คือสิ่งที่หาได้ทั่วไปในซีรีส์เกาหลี
  15. แฟชั่น คือ สินค้าที่ค่อนข้างโดดเด่นในซีรีส์ของประเทศนี้ ตัวละครเอกมักจะมีเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย ที่ค่อนข้างเป็นแบรนด์เนม อาจจะทำให้คนดูฟุ้งเฟ้อตามเอาได้ แต่ว่า เราก็ดูเอาเพลินๆ แล้วกันนะ อย่าไปอยากมีอยากแต่งตามเขาแล้วกัน
  16. ระดับชนชั้นแทบหาไม่ได้ในซีรีส์ อย่างมากก็คือ พูดถึงฐานะทางเศรษฐกิจ และฐานะทางสังคม ไม่ค่อยพบเจอบทที่ดูถูกคนจนกว่า ไม่ตีค่าคนที่เงิน แค่บอกว่า คนที่จนกว่าค่อนข้างด้อยโอกาสทางสังคมเท่านั้นเอง
  17. ซีนอารมณ์ค่อนข้างตั้งอกตั้งใจมาเป็นอย่างดี ปูพื้นเรื่องไล่เรียง ทำให้คนดูอินน้ำตาไหลตามได้ หันมาดูละครบ้านเรา หาเรื่องที่ดูแล้วร้องไห้ยากเหลือเกิน

ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ ว่าทำไม ของไทย เรียก “ละคร” แล้วของเขาถึงไปเรียกว่า “ซีรี่ส์” ใครรู้ช่วงแถลงไขที

สุดท้าย ผมว่า มันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะเห็นของคนอื่นดีกว่า เพราะเราดูของเรามานานพอแล้ว และมันก็ไม่เคยมีอะไรใหม่ จนเมื่อเจอของชาวบ้านที่จริงๆ ก็ถือว่า “น้ำเน่า” ได้อยู่ เพียงแต่บางอย่าง เขาทำได้เนียน และน่าดูกว่าเรา เท่านั้นเองแหละมั้ง

ใครอยากเพิ่มเติม ก็ช่วยผมทีเถอะครับ