วันนี้ ไม่ได้นึกอะไร แต่พอดีคนข้างๆ เขาถามมา จะดูหนังกันมั้ย? เพราะเสาร์อาทิตย์นี้ มีภารกิจต้องเดินทางไกลแถมไปลำบากถึงเมืองทอง ในที่สุด สบโอกาสวันที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ชักชวนกันเข้าโรงหนังยามค่ำกันเสียเลย ไม่ใช่อื่นไกล เรื่องนั้นคือ

“James Bond 007 – Quantum of Solace”

ไม่ได้อยากดูอะไรนักหนา เพียงแค่ดูมันมาทุกภาค (คิดว่านะ) ฟอร์มมันใหญ่ เลยต้องไปดูซะหน่อย อาจเป็นภาระผูกพันต้องไปดูมันยันวายชีวิตซะหรือเปล่าก็ไม่รู้

เอาเป็นว่า วันนี้ผมไปดูแล้วก็แล้วกัน

ด้วยความที่ไม่ทันได้ศึกษาเรื่องราวของภาคที่แล้ว (ที่ลืมไปแล้ว) เปิดฉากมาภาคนี้ก็เลยงงๆ เพราะมีการอ้างถึงตัวละครตอนเก่าอยู่นิดหน่อย เนื้อเรื่องก็ต่อจากตอนเก่าแบบไม่เว้นวรรคกันเลย แม้ฉากแต่ละฉากจะอลังการระห่ำ แต่สิ่งที่ได้ คือ “ความมัน” (ที่หลายคนชอบใส่ “ส์” กลัวไม่รู้ว่ามันมาก) ที่แปรผันตาม “ความมึน”

ในภาคนี้ เจมส์ บอนด์ อย่าง Daniel Craig ต้องฟาดฟันไหวพริบกับ Mathieu Amalric ฝรั่งเศสผู้แสดงเป็น Dominic Greene นักธุรกิจผู้ฉ้อฉล แถมยังได้แสดงร่วมกับสาวผิวแทนหน้าคมอย่าง Olga Kurylenko ยูเครนสาวผู้แสดงเป็นคามิลล์ สาวของบอนด์คนใหม่ จากความเข้าใจผิด กลายเป็นดั่งคู่หูร่วมแก้แค้นแบบสนุกสุดมัน

เริ่มฉากก็มันกันแล้ว กับฉากไล่ล่าบนถนนลัดเลาะไหล่เขา ด้วยความที่ไม่ยอมศึกษาเรื่องราวที่มาที่ไป ก็มึนสิครับ ว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร แต่ผมก็หันไปสนใจกับฉากชิงไหวชิงพริบด้านการต่อสู้ ซึ่งก็พบว่า ทำได้สนุกพอประมาณสำหรับการเป็นหนังภาคต่อของ James Bond บทพูดที่อาจจะไม่มาก แต่ถ้าปะติดปะต่อเรื่องไม่ได้ ก็ต้องยอมผ่านเลยไป หันไปสนใจฉากมันๆ ตรงหน้าดีกว่า จริงมะ

ในภาคนี้ ดูเหมือนยานพาหนะคู่ใจจะไม่ค่อยสำคัญอะไรเท่าไหร่ ขณะที่เครื่องมือในการสื่อสารกลับถูกยกขึ้นมาโดดเด่น มือถือไฮเทคพะยี่ห้อ Sony Ericsson หรา แต่ไม่ได้ไฮเทคไปมากกว่าเทคโนโลยีในปัจจุบัน เพียงแต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง เซอร์วิสดังกล่าวจึงยังไม่บังเกิด เมื่อมีสายโทรเข้า สามารถเก็บข้อมูลตำแหน่งของสายเรียกเข้าำำไว้ บอนด์จึงติดตามเป้าหมายไปได้ทั่วทุกที่

ผมสนใจการตัดต่อบางช่วงของหนัง ที่พยายามนำเสนอเหตุการณ์ 2 เหตุการณที่เกิดขึ้นพร้อมกันแต่คนละสถานที่ เพื่อสร้างความแปลกใหม่หรือแตกต่างก็ตามแต่ ช่วงแรก เป็นช่วงเหตุการณ์ยิงอลหม่านที่ใต้ดิน สลับกับช่วงการแข่งม้าบนดิน อีกช่วง ผมลืมไปแล้วว่าตอนไหน

ผมชอบโปสเตอร์อันนี้แฮะ ไม่เหมือนใครดี

ไม่รู้สิ ใครจะว่ายังไง ผมว่า ภาคนี้ก็ทำได้ดีพอตัว อาจจะไม่ได้ดีเด่จนต้องยกนิ้วให้อะไรนัก แต่ก็ดูสนุกได้ตามมาตรฐานที่หนังแอ็คชั่นควรจะมี ผู้กำกับฯ คนนี้เขาเน้นความสมจริง ไม่เก่งเวอร์ในเน้นโชว์ของเหมือนคนก่อนๆ

ก็เป็นธรรมดาที่มันจะออกมาในรูปนี้

Quantum of Solace เขาว่าเป็นชื่อตอนสั้นๆ ตอนหนึ่งของผู้เขียนผู้ให้กำเนิดเจมส์ บอนด์ แต่ Solace ช่างเป็นคำแสนใหม่สำหรับผมจริงๆ ไปๆ มาๆ เจมส์ บอนด์ ชักจะเริ่มรักษ์โลกขึ้นมาบ้างแล้ว ภาคนี้มีพูดถึงโลกร้อนด้วยนะครับ

อิอิ!