Indiana Jones and The Kingdom of The Crystal Skull
บอกตรงๆ อยู่ช่วงนี้ ผมรู้สึกไม่ค่อยมีแรงกระตุ้นในการเขียนบล็อกเท่าไหร่ ขนาดมี source แล้วนะ รู้แล้วนะว่าจะเขียนอะไร แต่อารมณ์และฟีลลิ่งมันริบหรี่ๆ เสียเหลือเกิน
เมื่อวันก่อนไปดูหนังมาครับ เหมือนเป็นวงรอบของชีวิต ช่วงนี้ ดูแต่หนังใหญ่ๆ ทุนหนาๆ เพราะมันเข้าโรงในไทยไม่เว้นอาทิตย์กันเลย สัปดาห์นี้ ผมไปดู “Indiana Jones and The Kingdom of The Crystal Skull” มาครับ

จริงๆ แล้ว ผมคุ้นเคยกับชื่อนี้มานาน ทั้งยังเคยฟังเพลงธีมของหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่เรียนมหา’ลัย แต่ก็ยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้สักที จวบจนช่อง 7 นำมาฉาย ก็มีอันคลาดแคล้วกันเสมอเพราะภารกิจวันเสาร์ของผมนั้น มีทุกเสาร์ไม่เคยหยุด จะได้ดูบ้างก็ภาคสอง ส่วนภาคสามที่ได้ดูก็เป็นช่วงใกล้จบแล้วเสียอีก เลยไมไ่ด้ซึมซับความเป็นอินเดียน่า โจนส์ สักเท่าไหร่ เท่าที่ผมซึมซับได้นั้น คือ ผมรู้สึกว่า อินดี้ของชาวโลกเป็นคนมีความรู้ด้านโบราณคดีค่อนข้างสูงมาก เรื่องราวค่อนข้างมีอภินิหารเข้ามาปนเปอยู่ประมาณหนึ่งเสมอ และหลายครั้ง ที่การไปยุ่งกับสมบัติ ก็ทำให้เขาต้องสู้กับความโลภในใจตัวเอง
ข้อเขียนของผมวันนี้ก็เลยอาจจะเป็นมุมมองจากคนที่เพิ่งรู้จัก อินเดียน่า โจนส์ ได้ไม่นาน
หลายคนชักชวนให้ผมไปดูภาพยนตร์เรื่องนี้ พวกเขาต่างชื่นชมว่าหนังดี อยากให้ไปดู ขณะที่ผมดูข่าว ก็เลยได้รับรู้ว่า หนังเปิดฉายที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ แต่กลับไม่ได้รับเสียงปรบมือสักเท่าไหร่
..แต่ยังไง ผมก็จะไปดู
อินเดียน่า โจนส์ ใน พ.ศ. นี้ดูแก่ไปมาก ก็แหงล่ะ Harrison Ford ผ่านเวลามาเป็นสิบปีแล้วนี่ แต่ George Lucas และ Steven Spielburg ก็พยายามจะทำภาพในหนังออกมาให้ดูเก่าๆ เพื่อสร้างโทนของภาพให้ใกล้เคียงกับสามภาคก่อนหน้า แต่่นี่คือ อินเดียน่า โจนส์ ในปี 2008 ฉากกันตระการตา และซีจีอันสมจริง จะทำให้มันไม่เหมือนกับสามภาคก่อนหน้านั้น
ภาคนี้ เป็นเรื่องราวของการตามหา “กะโหลกแก้ว” ที่หายสาบสูญไป มีเรื่องเล่ากันว่า หากใครนำมันกลับสู่เมืองลี้ลับในป่าอะเมซอน จะได้ครอบครองทุกสิ่ง (ถ้าผิดเพี้ยนต้องขออภัยด้วย กว่าจะได้เขียน มันก็ผ่านมาหลายวันแล้วละ)
แต่ก็มีตัวดำเนินเรื่องเกิดขึ้นจนได้ เมื่อ Cate Blanchett แสดงเป็นเคจีบีหญิง ที่ต้องการนำกะโหลกแก้วไปใช้สร้างอะไรสักอย่าง เธอจึงยืมมืออินดี้ในการค้นหามัน ต่างคนต่างจุดหมาย แต่ต้องใช้สิ่งเดียวกัน “กะโหลกแก้ว”
————————–
ในภาคนี้ ยังเป็นการดึงเอาตัวละครเด่นในภาคเก่าๆ กลับมาด้วย
มี ฉากหนึ่ง ที่มีรูปถ่ายของผู้ชายไว้หนวดเคราคนหนึ่ง ผมเชื่อว่า หลายคนรู้จักเขาดี Sean Connery รูปถ่ายบนโต๊ะของอินดี้ บ่งบอกว่า คนๆ นี้เป็นคนสำคัญมากๆ สำหรับเขา ก็ชายคนนี้ เขาชื่อ Professor Henry Jones นี่นา ขณะที่อินดี้ (ผู้ซึ่งเอาชื่อหมา “Indiana” มาตั้งเป็นชื่อตัวเองนั้น) ชื่อจริงของเขา คือ Henry Jones Jr. นั่นเอง
ไม่พอ ลูคัสและสปิลเบิร์ก ยังนำเอาตัวละครสำคัญอย่าง Karen Allen ในบท Marion Ravenwood คนรักของอินดี้ กลับมาอีกครั้ง พร้อมตัวละครใหม่ ลูกชายของเธอ Mutt Williams แสดงโดย Shia LaBeouf (จาก Transformers และ Transformers 2 ที่ใกล้ถ่ายทำ) ดูท่าว่า คงเห็น อินดี้ของเราแก่ลงไปเยอะ ถ้าจะทำภาคต่อ ดูท่าจะไม่ไหว เลยต้องหาตัวตายตัวแทนเอาไว้ก่อนกระมัง

—————————-
การดำเนินเรื่องของ Indiana Jones and The Kingdom of The Crystal Skull นั้น ผมว่าโอเคนะ พอดีๆ มีมุกตลกสอดแทรกเข้ามาพอสมควรจนน่าจะถูกใจคนหนังคนไทย แต่แน่นอนว่า พล็อตมีความเป็นแฟนตาซีค่อนข้างเยอะ เรื่องราวอันสมเหตุผลจึงไม่จำเป็นต้องหา
เรื่องราวดำเนินไปอย่างสนุกตามสมควร แถมยังตามเก็บแคแรคเตอร์ของอินดี้ไว้ได้อย่างครบถ้วน เรื่องดำเนินไปถึงบทสรุปที่ค่อนข้าง “ไม่โดน” ในความรู้สึกของผม ผมเริ่มเบื่อกับการเดินไปถึงจุดจบแบบเดิมๆ ที่หนังของสปิลเบิร์กมักจะเป็น ตอนต้นดี ตอนกลางสนุก พอตอนจบก็เป็นเหมือนๆ เดิม ไม่ได้รู้สึกว่า คนดูกำลังจะได้อะไร
แต่กลายเป็นเพียงซีจีและมนุษย์… ตามเคย



พี่แพทครับ ชอบ Template แบบเก่ามากกว่าครับผม
ว่าแต่ว่า มีคำถามเครียดๆ อยากถาม ถ้าไม่เป็นการรบกวน
เรียนตอบกลับทางเมล ว่า ทำยังไงให้ adsense ขึ้น
โฆษณา 555 งงมากๆ