SHARE

ในสัปดาห์นี้มีหนังอีกเรื่องที่ผมได้ไปชมมาครับ เป็นหนังที่สร้างจากนิยายขายดีจากนักเขียนหญิงชื่อดัง Stephenie Meyer ที่เคยแต่ง The Twilight Saga ที่ถูกสร้างเป็นหนัง 5 ภาคจนโด่งดังไปทั่วโลกมาแล้ว มาคราวนี้ เป็นทีของนิยายเล่มหนาเล่มเดียวที่ถูกนำมาเล่าในแบบภาพยนตร์อีกครั้ง นามของหนังเรื่องนั้นคือ “The Host”

The Host ต้องยึดร่าง เรื่องรักในเงาไซไฟ

หนังมีชื่อไทยว่า “ต้องยึดร่าง” ปรับเปลี่ยนจากการเล่าเรื่องราวแฟนตาซีๆ ของเหล่า แวมไพร์/มนุษย์/มนุษย์หมาป่า มาเป็นเรื่องราวของมนุษย์โลกที่ถูกต่างดาวเข้ามายึดครองร่าง หากแต่แก่นของเรื่องยังไม่พ้นเรื่องราวความรัก/ความโรแมนติก อยู่เช่นเดิม

เมื่อมนุษย์ในโลกอนาคตถูกรุกรานโดยเหล่าสิ่งมีชีวิตต่างดาว ที่เข้ามายึดร่างของเหล่ามนุษย์โลก พวกเขาทำให้โลกสงบสุขขึ้นมากมาย ทุกคนไม่มีจิตใจคิดร้ายต่อกัน ไม่มีใครก่อสงครามเคียดแค้นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พวกเขาก็มีรูปแบบการปราบมนุษย์ที่ยังหลงเหลือแต่ยังคงต่อต้านพวกมันอยู่ พวกเขามีเหล่าซีกเกอร์ที่ติดตามค้นหาเหล่ามนุษย์ที่ยังเหลือรอดอยู่เพื่อกำจัดทิ้งหรือจับมาเป็นร่างให้กับเหล่าต่างดาว บางทีเราก็สงสัยในสิ่งที่ต่างดาวทำเหมือนกัน

มนุษย์มักเป็นสิ่งที่มีชีวิตที่ถูกเขียนถึงในแง่ฝักใฝ่ในการใช้ความรุนแรงและมีแนวโน้มที่จะทำร้ายกันได้ง่าย และดูเหมือนต่างดาวจะมีลักษณะเป็นปรสิตเสียมากกว่าจะเป็นแค่สิ่งมีชีวิตทรงภูมิธรรมดาๆ และเมื่อเอามาผสมกับปมความรักของเจ้าของร่างที่รักกับมนุษย์คนหนึ่ง แต่ผู้ยึดร่างกลับรักกับมนุษย์อีกคน ร่างเดียวแต่มีสองใจใช้ร่างเดียวกัน มันจะอยู่กันได้อย่างไร นับว่าเป็นปมที่เข้าทีทีเดียว

หากแต่มันดูน่าจะเป็นหนังสือที่สนุก ต่างกับการเล่าผ่านหนังบนจอยักษ์…

ตัวอย่างหนัง ‘ต้องยึดร่าง’ ซับไทย

งานนี้ สาวน้อย Saoirse Ronan (‘Atonement’ และ ‘Hanna’) มารับบทเป็นนางเอก Melanie Stryder ที่ฝังใจรักอยู่กับ Jared Howe (รับบทโดย Max Irons) แต่เมื่อเธอหลบหนีการตามล่าไม่พ้น เธอต่อต้านอยู่ในภายในร่างตนเอง ‘โซล’ นาม Wanderer ที่ฝังอยู่และควบคุมร่างของเธอ เมื่อ Wanderer เกิดความเห็นใจในตัวเจ้าของร่างขึ้นมาถึงขั้นช่วยให้เธอได้กลับมาพบกับคนรัก แต่ตัว Wanderer เองก็มีจิตใจเป็นของตัวเองกลับไปรักชอบกับ Ian O’Shea (รับบทโดย Jake Abel) ระหว่างนั้น พวกเขาและเธอต้องหลบหนีการตามล่าของเหล่าซีกเกอร์ที่นำโดย The Seeker (Diane Kruger) มันจึงเป็นเรื่องเป็นราวขึ้น

โดยพล็อตหลักนั้นน่าสนใจ แต่การดำเนินเรื่องมันดูจืดชืดไปนิด อีกทั้งยังใช้ดนตรีประกอบที่แทบจะเป็นชุดเดียวกัน ทำให้หนังดูเป็นเส้นเดียวเกินไปแม้จะมีฉากไล่ล่าและแอคชั่นเข้ามาสลับบ้าง

อีกสิ่งหนึ่งที่พบคือ การเล่าเรื่องของตัว Melanie และ Wander ที่อยู่ในร่างเดียวกันและต้องคุยกันเอง มันดูไม่น่าสนใจเอาเสียเลย อีกทั้งเรื่องราวที่ดำเนินไปแบบเลี่ยนๆ ที่ดูจะเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้หญิงและเกย์ สังเกตเห็นหลายคนที่ดูความสุขกับการดูหนังเรื่องนี้อยู่มากทีเดียว

The Host ต้องยึดร่าง | Poster 1
โปสเตอร์หนัง ต้องยึดร่าง เวอร์ชั่นไทย

The Host ต้องยึดร่าง | Poster 1

และเมื่อเรื่องราวมันเลยผ่านไปถึงตอนจบ ความง่ายของฉากที่นึกจะจบก็จบ แถมยังไม่เม้กเซ้นส์เท่าที่ควร มันจึงทำให้ ‘ต้องยึดร่าง’ กลายเป็นหนังรักไซไฟเลี่ยนๆ อีกเรื่องที่สร้างจากนิยายชื่อดังแล้วไม่น่าประทับใจเท่าที่ควร ทั้งที่พล็อตออกจะน่าสนใจขนาดนั้น

มันอาจจะเหมาะกับการซึมซับด้วยการอ่านเท่านั้นกระมัง

——————————————–

ชื่อภาพยนตร์: The Host / ต้องยึดร่าง
ผู้กำกับภาพยนตร์: Andrew Niccol
ผู้เขียนบทภาพยนตร์: Stephenie Meyer (novel), Andrew Niccol (screenplay)
นักแสดงนำ: Saoirse Ronan, Max Irons, Jake Abel
แนว/ประเภท: Action, Adventure, Romance
เรท: ไทย/น15+ , USA/PG-13
ความยาว: 125 นาที
ผู้สร้าง/ผู้จัดจำหน่าย:
วันที่เข้าฉายในประเทศไทย: 4 เมษายน 2556

PatSonic Blog Comment

4 COMMENTS

  1. เพิ่งได้ไปดูมาเหมือนกันค่ะ แต่กลับรู้สึกว่านี่เป็นหนังเรื่องเยี่ยมที่มีพล็อตน่าสนใจและลึกซึ้งที่สุดเท่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยได้อ่านหนังสือ แต่แค่ดูหนังก็รู้สึกประทับใจมากมายแล้ว อ่านไม่ได้เป็นหนังแอ๊คชั่นไซไฟจ๋า แต่การเน้นด้านอารมณ์ของเรื่องนั้น กลับทำให้รู้สึกประทับใจและกินใจอย่างที่หนังและพล็อตของหนังนำไป นักแสดงก็แสดงออกถึงความรู้สึกได้ยอดเยี่ยม ดึงอารมณ์คนดูให้คล้อยตามตลอด คิดว่าทุกฉากถ่ายทอดอารมณ์ที่ต้องการสื่อจากพล็อตของหนังออกมาได้อย่างลงตัว ทำให้เข้าใจและเข้าถึงอารมณ์ได้อย่างไม่กังขา ลึกซึ้งและกินใจ ดำเนินเรื่องได้จังหวะเหมาะกับอารมณ์ของเรื่องที่ต้องการสื่อในแต่ละฉาก เป็นหนังที่สื่ออารมณ์ได้ลึกซึ้งอย่างมากเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว โดยรวมมองว่าผู้กำกับสามารถทำหนังออกมาได้ดี เหมาะสมลงตัวในทุกจังหวะ อารมณ์ที่ต้องการสื่อแล้ว….แม้จะดูจบง่ายไปซักนิด…แต่ก็ยังรู้สึกประทับใจในทุกตอน แม้กระทั่งตอนจบค่ะ ก็ได้แต่หวังว่า….คนที่ได้ดูเรื่องนี้…จะเข้าถึงหัวใจของเรื่องได้อย่างแท้จริงเช่นกัน….

  2. ส่วนฉากที่นางเอกต้องคุยหรือเถียงกับเสียงในหัวของตัวเองนั้น คิดว่าทำออกมาได้ดี ดูแล้วเข้าใจและเห็นภาพและทำให้รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า เวลาที่ต้องเถียงกับเสียงในหัวของตัวเองนั้นจะเป็นเช่นไร ทำให้เห็นถึงความขัดแย้งในตัวตนและผลของการกระทำที่แสดงออกมาจากความขัดแย้งในตัวตนได้อย่างชัดเจน ชวนให้ติดตามและน่าสนใจว่า ความขัดแย้งของทั้งสองจิตวิญญาณในร่างนั้น จะนำพาไปสู่อะไรบ้าง และสะท้อนให้เห็นถึงภาพของความขัดแย้งในจิตใจคนเราได้อย่างชัดเจน เวลาที่สติต้องต่อสู้กับกิเลศ หรือความดีต่อสู้กับความชั่ว หรือการต่อสู้ถึงความต้องการที่ขัดแย้งในตัวตนของตัวเอง ซึ่งมนุษย์เราก็เป็นเช่นนั้นกันอยู่เสมอ

  3. ในเรื่องของความรัก..ไม่รู้สึกว่าเลี่ยนเลยแม้แต่น้อย…เพราะหนังไม่ได้เน้นเรื่องราวของความรักจนหวานปานจะกลืนกินเกินจริงแต่อย่างใด แต่กลับเป็นพ้อยท์ที่ทำให้เกิดเป็นปมขัดแย้งของเรื่อง ซึ่งในแต่ละฉากทำออกมาได้เหมาะสมพอดีสำหรับฉากรัก พอที่จะทำให้เข้าใจถึงอารมณ์ของตัวละครและดึงไปสู่การดำเนินเรื่องต่อไป ในหนังจะมีทั้งฉากรักของพี่สาวต่อน้องชาย ลุงซึ่งเปรียบเสมือนพ่อที่มีต่อหลานสาว ความห่วงใย ความเชื่อใจและเชื่อมั่นในคนที่เรารัก อย่างที่พ่อแม่รู้สึกต่อลูก เป็นฉากที่สะเทือนอารมณ์ และถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้กินใจมาก รวมถึงความรักที่บริสุทธิ์ที่พึงปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ในทุก ๆ รูปแบบของความรัก เฉลี่ยถ่ายทอดออกมาได้แต่ละฉากได้เหมาะสมลงตัวพอดี ไม่มากไปน้อยไป…แต่คือหัวใจและอารมณ์ของเรื่อง ที่ดึงอารมณ์คนดูให้เข้าไปสู่แก่นของเรื่องได้ และอารมณ์เหล่านี้เองที่สร้างกินใจและประทับใจให้กับหนังเรื่องนี้ได้อย่างลึกซึ้ง

  4. ดูหนังเรื่องเดียวกันไม่จำเป็นต้องคิดเห็นเหมือนกัน หนังบางเรื่อง ทำมาให้คนบางกลุ่ม เรามิใช่กลุ่มเป้าหมายก็อาจจะไม่โดนใจ เป็นเรื่องปกติ ขอบคุณมาร่วมแชร์ความคิดเห็นครับ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here