SHARE

กลับมาแล้วครับ หลังจากไปตะลอนตะลุยงานเทศกาลดนตรีที่เขาว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทย “มัน ใหญ่ มาก” Big Mountain Music Festival ที่จัดขึ้นที่ โบนันซ่า (ข้างๆ) เขาใหญ่

งานนี้ไม่เรียกว่า “ใหญ่” จริงๆ แล้วจะให้เรียกว่าอะไร เทศกาลดนตรี 2 วัน บนพื้นที่ขนาด 1 ตารางกิโลเมตร มี 2 เวทีคอนเสิร์ต 1 แดนซ์อารีน่า 3 ผับย่อย พื้นที่กางเต็นท์เป็นพันๆ มีคนเดินอยู่ในงานเป็นหมื่นๆ

เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ผมได้รับคำเชิญไปร่วมงานยิ่งใหญ่จากการหมายมั่นปั้นมือของ ป๋าเต็ด – ยุทธนา บุญอ้อม @ted6104 ผ่านทางคุณ @jetboat26 หลังจากซ้อมมาหนักๆ หลายปีกับ FaT Festival หนนี้ เลยไม่เป็นปัญหาสำหรับการับมือมิวสิกเฟสติวัลขนาดใหญ่ แต่สังขารนี่สิ มันไม่เท่าเดิมอีกแล้ว

เดินทางด้วยรถทัวร์ราชสีมา ขึ้นที่หมอชิตไปต่อเหมาสองแถวที่ปากช่อง ก่อนจะขออาศัยติดรถเขาไปถึงหน้างาน รับบัตรที่กางเต็นท์ซึ่งเราได้ที่จุด “ลาดกระบัง” หน้างานเลยทีเดียว เสร็จแล้วก็เดินตัวปลิวผ่านประตูทางเข้า ให้เขาสวมริสต์แบนด์ให้ ซึ่งเขาเป็นหลายสี ฟ้า-ยังไม่บรรลุ เขียว-บรรลุแล้ว เมื่อเดินเข้าไปในงานก็ยังพบสีชมพู ที่เห็นเหล่าศิลปินสวมกัน พร้อมโดนคำขู่กำชับมาให้รักษายิ่งชีพ หากขาดต้องซื้อใหม่ในราคาพันสี่ โอว…พระเจ้า

เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เวทีคอนเสิร์ตแต่ละจุด ค่อนข้างห่างกันพอสมควร กับสภาพอากาศที่ร้อนในเวลากลางวัน คนที่ไปก่อนอย่างเรา มีโอกาสสำรวจพื้นที่และพบว่า บริเวณผับ Come Play Together Pub (Circus) บรรยากาศร่มรื่นที่สุด ลมพัดเย็นใจ แถมยังมีเจ้าจระเข้เขาใหญ่ให้นอนกอดก่ายอีก จุดนี้ คือจุดที่เรามานั่งๆ นอนๆ ชิลล์กันก่อนเวลาคอนเสิร์ตจะเริ่มทั้งสองวัน

วันแรก (5 กุมภาพันธ์ 2553)

เดินเที่ยวงานกันสองคนกับน้องที่มาด้วยกัน เดินกันจนทั่ว จะยกเว้นก็เพียงจุดกางเต็นท์ภายในงานที่อยู่ด้านใน และผับยูเอฟโอ หรือ District 9 Pub ที่ไกลโคตรๆ ประเภทที่ว่าเดินไปถึงตลาด (Market) เห็นยูเอฟโอลอยอยู่ไกลๆ ว่าจะไปให้ถึง แต่ก็เดินกลับมาทุกที ไม่เคยไปถึงเลยสักครั้ง ช่วงเวลาบ่ายสองที่ไปถึง ยังอยู่ในช่วงเวลาของการซาวด์เช็คกันอยู่ จวบจนโน่นเชียว 5 โมงเย็น Playground โชว์แรกจึงได้เริ่มขึ้น

หลังจากนอนชิลล์กันแถว Circus Pub ก็ได้เวลาเดินไปดู Playground ที่เวทีใหญ่ Forest Stage ที่เน้นเพลงร็อกและศิลปินมีชื่อ ผู้คนยังไม่มากมายนัก นั่งดูกันอย่างเพลินๆ

เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

เวลายิ่งผ่านไปๆ โชว์ผ่านมือไปถึง Sqweez Animal และ Slot Machine แดดหาย ความมืดเข้ามาแทน ผู้ชมเพิ่มมากขึ้น ผมก็ย้ายไปดู Mountain Stage บ้าง เวทีเบาๆ ของเพลงป็อป อีซี่และสกา ไปถึงก็เจอแสตมป์เล่นอยู่ จึงดูเรื่อยไปจนถึง Jetset’er และ Friday

เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ช่วงเวลาดึกๆ เวทีใหญ่ คราวนี้คนเยอะมากๆ ผมได้ดูแค่ Big Ass และ Groove Riders ดีใจที่ได้ดูเพื่อนๆ พี่ๆ เล่นอีกครั้ง อาจเป็นครั้งสุดท้ายแล้วก็ได้ งานนี้มีท่าน กรณ์ จาติกวนิช @kornDemocrat มาดูข้างเวทีเลยแฮะ ส่วนเวทีหน้าวัวเป็นช่วงของสกา ก็กระโดดโลดเต้นกันพอสมควรแก่สังขาร ผมได้ดู The Superglasses Ska Ensemble กับ Teddy Ska Band วงปิดท้าย

เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ความหิวเริ่มมาเยือน เดินเที่ยวตลาดกันดีกว่า ส่วนของ Market มาของกินมากมาย ของขายของที่ระลึกก็เพียบ สุดท้ายไม่ได้ซื้ออะไรมามากนัก นอกจากเสื้อยืดของ GTH ตัวนึง กับ ไปกรอกแบบสอบถามเอาพวงกุญแจ Cowbell ในบูธ RHYTHMBOX ของกินในตลาดค่อนข้างกินแล้วไม่อิ่ม เป็นประเภทกินเพื่อรองท้อง หรือไม่ก็ต้องกินหลายๆ ร้านมารวมกัน ราคาก็พอสมควรอยู่ ก็พอจะเข้าใจว่า ขนมาไกล แต่ไปๆ มาๆ ผมว่า ข้าวร้าน Stu-fe’ ข้างๆ Circus Pub เนี่ยแหละ อิ่มสุด ถูกสุด แล้วล่ะ

ผับสวนสัตว์นี่ เดิมทีเขาจะทำเป็นกระโจม แต่เกิดเปลี่ยนใจกลายเป็นไฟราวห้อยแทน แล้วเพิ่มจระเข้น้อยใหญ่ข้างในบุด้วยเม็ดโฟมมาแทน ผมนั่งๆ นอนๆ คุยกับกลุ่ม Monotone ในช่วงบ่าย ก่อนจะกลับมาอีกครั้งในช่วงดึก ยิ่งดึกน้ำค้างยิ่งลงหนัก ลมก็พัดแรง หนาวเหน็บจนตัวสั่น เมื่อผับเปิดหลังตีสอง ผมจึงนั่งนอนดูได้เพียง โอ๋ Futon and The Keylooks และ Slow Reverse (วงนี้เพลงใสๆ สไตล์อิเล็กโทรป็อป สองสาวนักร้องนำน่ารักมากๆ ต้องไปอุดหนุนให้ได้) จบโชว์นี้ก็เดินกลับที่พักอันแสนไกล ตีสามเห็นจะได้ ผ่านแดนซ์อารีน่า เห็นสาวๆ เดินหายเข้าไปในป่า เด็ดดอกไม้กันสิท่า ดูๆ แล้วบริเวณนี้ห่างไกลจากห้องน้ำมากๆ

วันที่สอง (6 กุมภาพันธ์ 2553)

ความที่มันแปลกที่ มันก็ไม่ค่อยจะได้หลับ ไม่นานก็เช้าเสียแล้ว แดดส่องเต็นท์ ร้อนอบจนต้องลุกออกมาเข้าแถว ตั้งใจว่าจะอาบน้ำ แต่ดูแถวจะไม่เขยื้อนไปไหน ในที่สุดก็เลือกจะแปรงฟันกับล้างหน้าแทน เปลี่ยนเสื้อเดินเข้าไปในงานอีกครั้ง แวะกินบะหมี่ถ้วยที่บูธยำยำ ก่อนจะแวะตลาดอีกเล็กน้อย แล้วก็กลับมานั่งนอนชิลล์บนเจ้าจระเข้เช่นเคย สังเกตได้ว่า วันนี้ คนมานอนกันเยอะขึ้น

เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

บริการนวดแผนไทยเริ่มรุกคืบมาให้บริการถึงที่ ลมพัดเย็นๆ ลากจระเข้ขึ้นไปบนเนิน ตกใจได้ยินเสียงซาวด์เช็คเปิด Gee ของสาวๆ SNSD ด้วย สักพักก็เป็น Nobody เวอร์ชั่นช้าของสาวๆ Wonder Girls บางทีก็เปิด Kenny G ลากยาวไปหลายเพลง เออ วันนี้มาแปลกแฮะ แต่ยอมรับว่า เซ็ตซาวด์กันได้ดีมาก ไม่มีเสียงแตก ได้ยินดังกังวานใสในทุกจุด ไม่รู้จ้างใครมาทำให้

เที่ยงๆ ก็เดินกลับไปรอคิวอาบน้ำอีกครั้งด้วยคาดว่า คนคงอาบกันไปหมดแล้ว โอว พระเจ้า ยังมีคิวอยู่แฮะ ยืนรอคิวไปสักพักใหญ่ก็ได้อาบ ห้องอาบน้ำฝั่งชายเพียง 5 ห้อง ดูท่าจะไม่เพียงพอจริงๆ ด้วยแหละ น่าสงสารน้อง อาบๆ อยู่ น้ำหมด (ดีนะยังไม่ได้ถูสบู่)

วันนี้มีพลพรรคมาเพิ่มอีกสอง…

บ่ายสาม คอนเสิร์ตจากสองเวทีก็เริ่มขึ้น ชิลล์ดี นอนบนจระเข้ฟังเพลงอีซี่ วันนี้ปักหลักที่ Mountain Stage เป็นส่วนใหญ่ เจอหน้าเพื่อนมหา’ลัยที่มาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว เลยนั่งอยู่ด้วยกันเที่ยวด้วยกันไปเลย ไล่เรียงกันไปตั้งแต่ เจี๊ยบ วรรธนา (ที่มีโตน Sofa มาเป็นแขกรับเชิญในเพลง “เธอเห็นท้องฟ้านั่นไหม”) Werkgang (แพรว, มินต์, โรส, บีม และวง Soul Da), จุ๋ย จุ๋ยส์ (ที่มาตรฐานดีไม่มีตก), ลุลา (มี ต้าร์ Paradox มาเป็นแขกรับเชิญใน “ทะเลสีดำ”) เดี๋ยวนี้ เธอสวยผอมเพรียวเชียว มีป็อป Calories Blah Blah มารับเชิญด้วยเพลงนึง

มาถึงโชว์ของ Mild รู้สึกว่าโชว์ของวงนี้สนุกมากขึ้น และฟังจากเพื่อนและน้องบอก เขาเล่นมุกเดียวกับที่ลานเบียร์เป๊ะๆ เลย นักร้องนำเอ่ย เคยมีคนบอกว่า คนฟังเพลงของ Mild มักเป็นคนอกหัก ถามว่า ใครเคยร้องเพลงนี้แล้วร้องไห้ตามบ้าง อยากบอกว่า ผมมีหลายเพลงเลยล่ะ ที่เอ่ยปากร้องแล้ว น้ำตามันไหล บางเพลงถึงขนาดร้องเพลงต่อไม่ได้ด้วยซ้ำ ในค่ำคืนวันนั้น เพลงสุดท้าย “รักล้นใจ” ก็ทำผมน้ำตาซึมเช่นกัน

เทศกาลดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

แบตกล้องเจ้ากรรมแผลงฤทธิ์อีกแล้ว อยู่ก็ๆ ก็ดับไปดื้อ หยุดเก็บภาพแล้วดื่มด่ำกับโชว์ดีกว่าเรา ภาพที่เห็นอาจจะไม่คมเท่าไหร่ เพราะยังมีปัญญาใช้แค่เลนส์คิท ที่เห็นๆ กันนี่ ก็คือ คัดอันที่ดีที่สุดมาแล้ว

แว้บไปดูอีกเวที หวังว่าจะได้ดู Moderndog แต่ไม่ทันเสียแล้ว เลยได้ดู Scrubb แทน เราพลาดโชว์ของ 2 Days Ago Kids แต่ก็ยังได้ดูโชว์ของ Monotone, Calories Blah Blah วันนี้สุดท้าย มี เบล สุพล กับแสตมป์มาแจมด้วย และ Lipta ที่นอกจากขนเพลงเพราะๆ ดังๆ มาแล้ว ยังมีช่วงมันๆ Lipta Party ที่ขนเพลงเต้นหลายแนว ทั้งเกาหลี (Sorry Sorry/SJ, 2NE1, บัวลอย/คาราบาว และอีกหลายเพลง) เต้นไปร้องไปสนุกมากมาย

ผมชอบเวที Mountain Stage เพราะเป็นคนชอบเพลงป็อป บรรยากาศดี คนไม่เยอะเท่าอีกเวที แถมยังชอบลูกเล่นของหุ่นวัวยักษ์ที่ทำไรได้หลายอย่าง ขณะที่อีกเวทีกลับไม่ค่อยจะมีลูกเล่นมากนัก มีเพียงหุ่นที่ถูกเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกโชว์เท่านั้น หอคอยที่เขาว่าให้ขึ้นไปชมวิวกันนั้นก็ไม่เห็นจะมีใครขึ้นไป แต่การมีชิงช้าสวรรค์ข้างหลังก็ดูแปลกไปอีกแบบ

หลังจากนั้นเหรอครับ เราก็ไปเดินหาไรกินกัน ใช้บัตรเล่นยิงเป้าจนหมด แล้วลองเดินไปถึงผับจานบิน (หรือจะเรียกผับยูเอฟโอ หรือ District 9 ก็แล้วแต่เถอะ) ก่อนจะพบว่า อยู่ในระหว่างพักเบรก ด้วยความปวดฉี่จึงเลือกที่จะเดินกลับมาแถวข้าง Mountain Stage พบว่า Kai-Jo Brothers เล่นอยู่ เดินเลยไปถึง Circus Pub รอจนตีสองครึ่งกว่าเวทีนั้นจะเงียบเสียงลง

เพื่อนร่วมทางจะกลับกันแล้ว ในที่สุดก็ได้เวลาลาจาก แยกจากกลุ่มหนึ่งเพื่อเดินทางกับอีกกลุ่ม เดินออกจากงาน ขึ้นรถสองแถวคันใหญ่ที่ไปส่งที่ลานจอดรถ แล้วสี่คนบนรถเก๋งก็มุ่งหน้ากลับสู่กรุงเทพฯ งัวเงียกลับมาถึงบ้านหกโมงกว่า หลับเป็นตายเช่นเคย…

ด้วยบริเวณที่แสนกว้างใหญ่ การจะเดินทั่วงานทั้งสองวัน คงเดินกันรวมๆ แล้วคนละหลายกิโล กลับมาถึงบ้านแล้วยังเมื่อยขาอยู่เลย

——————————-

ถึงจะพลาดโชว์ของ Bodyslam ที่ใครว่า ดีที่สุดโชว์หนึ่งของงาน BMMF ผมก็ไม่ได้เสียดายอะไร เคยทำมาหลายอย่างแล้ว ทั้งตระเวนทั้งงานเพื่อเก็บให้ได้โชว์มากที่สุด จนเริ่มปล่อยวางแล้วเลือกดูที่อยากดูและมีแรงจะไป เพราะการดูเทศกาลดนตรี ไม่ได้มีเวทีเดียว ไม่มีทางที่คุณจะดูได้ทุกเวทีทุกโชว์

แค่คุณมีความสุขกับงาน ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนของงาน… นั่นก็เพียงพอแล้ว

————-

เรื่องราว 2 วัน 2 คืนที่เก็บมาเล่าในหน้าเดียวอาจตกหล่นอะไรไปมากมาย แต่ก็ขอขอบคุณที่มาอ่านมากมายด้วยเช่นกัน ถ้าไม่มีคนอ่าน ผมก็ไม่รู้จะเอาแรงจากไหนมาเขียนเหมือนกันนะครับ

ถ้าจะถามว่า รู้สึกอย่างไรเทศกาลดนตรีครั้งนี้ ก็คงต้องบอกว่า สนุกมากครับ เป็นเทศกาลซึ่งเตรียมการเอาไว้ดีพอสมควรทีเดียว แม้บูธของสปอนเซอร์ที่คิดมาอย่างฮา จะไม่มีรายไหนเอาเหมือน Nokia (สปามือถือ) ก็ตาม สำหรับระบบเสียงถือว่าดีมาก เท่าที่ได้ยินมา มีคนบอกว่าหลุดเสียงไมค์หายอยู่ช่วงเดียว ฟังดูดีไม่ว่าจะอยู่จุดไหน การจัดหลายๆ เวที ทำให้คน flow ไปมาไม่อยู่นิ่ง และต้องจัดตารางเวลาของตนเอง จัดวางทุกอย่างเป็นเหมือนเมืองๆ หนึ่ง ที่มีอะไรให้ร่วมเยอะแยะ แม้บางเรื่องจะดูไม่ค่อยได้รับความสนใจไปบ้าง อย่าง “บ้านผีปอบ” หรือ “มอเตอร์ไซค์ไต่ถัง” ห้องน้ำสำหรับธุระหนักเบาในช่วงเวลาที่มีคอนเสิร์ตจากโชว์ใหญ่ ผมมองว่า ยังเพียงพออยู่นะ แม้จะต้องรอบ้างมันก็เป็นเรื่องปกติ จะมีก็ส่วนแดนซ์อารีน่า ที่ไม่มีห้องน้ำอยู่ใกล้ๆ เลย แต่สำหรับการพักอาศัยภายในงาน ด้วยหลายจุด กางเต็นท์ติดกันเกินไป ห้องอาบน้ำก็น้อยจนไม่เพียงพอ

อีกจุดที่น่าเสียดายก็คือผับ District 9 อยู่ไกลเกินไป คนที่ไปร่วมต้องเดินเป็นกิโลเพื่อจะไปถึง นั่นอาจทำให้จำนวนผู้คนที่ได้ชมโชว์ลดน้อยลงได้ กับอีกจุด คือ แม้จะมีการตั้งจุดสูบบุหรี่ไว้ให้ แต่ดูจะไม่ได้ความสนใจจากสิงห์อมควันกันเลย ยังคงสูบหน้าตาเฉยๆ ท่ามกลางผู้คนรายล้อม ผมเห็นสาวๆ เอามือปิดจมูกกันใหญ่ พวกเกรียน พวกไม่แคร์สังคม ยังมีอยู่มากมายในประเทศๆ นี้

ขณะที่หลายคนต่อต้านการจัดเทศกาลดนตรีครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นพูดในเชิงสิ่งแวดล้อม พูดแทนสัตว์ป่า หรืออะไรก็ตาม สิ่งที่ผมเห็นคือ หลังคอนเสิร์ตจบ แลเห็นกองขยะเกลื่อน แต่รุ่งเช้าเดินกลับมาดู ขยะต่างๆ เหล่านั้นอันตรธานไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยการจัดการอย่างดี เชื่อว่า ทีมงานไม่นำขยะไปทิ้งผิดที่ผิดทางอย่างแน่นอน อีกจุดหนึ่งก็คือ ลานกว้างที่เห็นนั่น เป็นพื้นที่ส่วนตัว ไม่ได้อยู่ในเขตป่าอุทยานฯ แต่อย่างใด อยู่ห่างจากจุดที่สัตว์อยู่หลายสิบกิโลเมตร ถึงหูสัตว์จะดีกว่าหูคนก็ใช่ว่าจะได้ยินจนรู้สึกหนวกหู (อันนี้ ผมกำลังพูดแทนสัตว์อยู่เหมือนกันนะเนี่ย) ผมก็พูดเผื่อๆ ไว้ เผื่อใครจะเม้นต์มาในทำนองๆ นั้นอีกอะนะ

จบลงแล้ว.. เทศกาลดนตรีที่จะกลายเป็นงานยักษ์ที่ต่างชาติต้องรู้จัก ได้กำเนิดขึ้นแล้ว นี่เป็นครั้งแรก ซึ่งจะต้องมีก้าวต่อๆ ไปแน่นอน

PatSonic Blog Comment

9 COMMENTS

  1. นับถือในความอึดครับ
    กลับมายังมีแรงโพสบล๊อกอีก
    “มันเร็วมาก” ครับ

  2. Bodyslam คนเยอะดี
    2 Days Ago Kids ก็ชอบบบบ
    ไปครั้งนี้ได้ดูไม่กี่โชว์เอง พลาดๆๆ

LEAVE A REPLY