เชื่อว่า หลายคนคงได้อ่านบทความ “เที่ยวภูสอยดาว” ทั้งแปดตอนของผมแล้วใช่มั้ยครับ คิดว่าคงชื่นชอบกันบ้างไม่มากก็น้อย เท่าที่อ่านจากคอมเมนต์ดูเหมือนจะชอบกันเสียเป็นส่วนใหญ่ มันน่าตื้นตันใจจริงๆ ที่มีคนชอบบทความท่องเที่ยวประกอบรูปภาพที่ถ่ายมาเองกับมือแบบนี้
ผมเป็นคนชอบท่องเที่ยว ทว่ากลับไม่ค่อยมีโอกาสได้เที่ยวท่องมากพอ ที่จะเอามาเขียนเป็นบล็อกท่องเที่ยวได้ เที่ยวทีนึง ก็เอามาเขียนเสียเ็ป็นล่ำเป็นสัน อ่านกันเป็นอาทิตย์ยังไม่จบ
มีที่มาอ้างอิงถึงอยู่แหล่งหนึ่ง ที่ผมอยากจะกล่าวถึงครับ นั่นคือ ก่อนที่ผมจะไปเที่ยวภูสอยดาวในครั้งนี้ ผมหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาจาก B2S ใกล้บ้าน ใกล้ๆ ฤดูกาลท่องเที่ยวของผม ผมมักจะซื้อหนังสือประเภทนี้มาอ่านเพื่อเตรียมตัวเดินทางอยู่บ่อยๆ แต่หนนี้ ออกจะเป็นหนังสือท่องเที่ยวค่อนข้างน่าสนใจอยู่สักหน่อย
“Mountain Walker เดินเท้าก้าวเก้าภูเขา” ของ อำนวยพร บุญจำรัส
ต้องขอขอบคุณหลายๆ ที่อ่านเรื่องราวของคนอยากเที่ยวคนนึงมาได้นานจนถึงตอนนี้ ตอนที่ 8 แล้ว คิดว่า คงต้องจบบทความที่เล่าเรื่องเที่ยวภูสอยดาวที่ตอนนี้แหละ เล่ามากไป กลัวจะพาลไม่อยากอ่านกัน ผมเองก็จะได้ไปหาเรื่องอื่นๆ มาเขียนกันบ้าง
ต้องเข้าใจหน่อยนะ นานๆ จะได้เที่ยวกับเขาสักที…
อา.9.10.2550 | 09.30 น.
พวกเราตื่นมากินข้าวต้ม… แล้วจัดการเก็บข้าวของ เก็บเต็นท์ มากองรวมกันไว้ รอลูกหาบมารับไปขน หลังจากนั้น ก็ได้เวลาบอกลาลานสนสามใบกันแล้ว
วันนี้ ผมก็ยังคงพอคุณกลับมาอยู่ที่ลานสนสามใบอีกเช่นเคย ไม่รู้เจ้าประจำทั้งหลายจะเบื่อกันรึยังนะ ถ้าเบื่อแล้วช่วยส่งเสียง(เป็นข้อความ)หน่อย จะได้หยุดเขียน เหอๆ
จะว่าไป ก็มีเรื่องอีกไม่เยอะหรอกมั้งที่จะเขียนต่อ วันนี้ ผมรู้สึกว่า ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะหยิบมาเล่ากัน
พวกเราขึ้นถึงลานสนสามใบของภูสอยดาวในเย็นของวันศุกร์ที่ 7 ธ.ค. 2550 พักค้างแรมบนนั้นก่อน 1 คืน ก่อนที่เช้าวันถัดมา พวกเราจะตื่นมาทำอาหารเช้าง่ายๆ กินกัน ในวันนี้ เป็นวันเดียวที่เราจะได้อยู่บนนั้นครบเต้มวัน เราจึงคุยกันว่า จะทำอะไร จะไปไหนกันดี เรื่องจะเดินขึ้นยอดภูสอยดาว ที่สูง 2,102 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลนั้นไม่ต้องพูดถึง ใครจะขึ้นไปกัน แค่นี้ก็จะแย่อยู่แล้ว…
(ยอดสูงสุดของภูสอยดาว อยู่ด้านหลังทิวสน ที่เห็นเป็นเมฆหมอกสีขาวนั่นแหละครับ)
ในที่สุด ก็ลงความเห็นกันว่า เราจะเดินเที่ยวรอบลานสน เดินเวียนซ้ายไปตามทาง และถ่ายรูปกันไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจาก “น้ำตกสายทิพย์” ก็แล้วกัน
การเดินทางเป็นวงรอบของเราจึงเริ่มขึ้น…
นั่นสิ ชีวิตบนลานสนจะเป็นยังไงนะ ขึ้นไปถึงแล้ว เราไปทำอะไรกันบ้างละ ใครไม่เคยไป วันนี้จะเล่าให้อ่านกันเสียหน่อย เผื่อจะอยากไปกันมั่ง หลายคนในทริปนี้ได้แต่บ่นว่า ถ้าให้มาอีก คงไม่มาแล้ว ที่พูดไปก็เพราะความเหนื่อยนั่นแหละ แต่ก็อย่างที่รู้กัน มาภูสอยดาวหน้าหนาว จะให้เจออะไรสวยๆ อย่างในหน้าฝนได้จะได๋ แต่เดือนไหนปีไหนจะว่างมากันอีกละเนี่ยท่าน…
ณ ลานสนสามใบ แห่งภูสอยดาว เรียกได้ว่า เกือบอะไรไม่มีอะไรสะดวกสบายเลยก็ว่าได้ ทุกอย่างดูจะทำให้เราใกล้กับธรรมชาติมากๆ ที่นั่น ไม่มีร้านค้า ไม่มีร้านอาหาร หรือว่าเครื่องอำนวยความสะดวกใดๆ มีเพียงลานเอียงๆ เทๆ ที่มีต้นหญ้าหลากชนิดขึ้นอยู่ทั่วไป มองออกไปรอบๆ ก็จะเห็นต้นส้นสามใบยืนต้นตระหง่านกระจายอยู่ทั่วลาน
มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ไม่กี่หลัง แค่ที่พำนักของเจ้าหน้าที่อุทยานฯ บนลานสนหลังเล็กๆ มีห้องน้ำ+ห้องส้วม ที่ไม่มีอะไรข้างในนอกจากโถส้วมแบบนั่งยองๆ ให้ในแต่ละห้อง น้ำน่ะเหรอ คุณต้องไปตักเอาเองจากห้วยสายทิพย์ที่อยู่ข้างๆ ใช้อะไรตัก เขาก็มีถังน้ำกับขันไว้ให้คุณเช่าในราคาชุดละ 10 บาท ในห้องนำไม่มีแสงไฟ สามารถจะมืดได้แม้กลางวัน
…เข้าห้องน้ำทีต้องเตรียมไฟฉายติดตัว มิฉะนั้น ต้องทำธุระกันในที่มืด
เพียงไม่นาน ผมก็ผ่านมาถึงตอนที่ 5 แล้วรึนี่ บางคนคงนึกสงสัย แค่ภูเดียวจะเขียนอะไรกันได้เป็นคุ้งเป็นแควกันได้ขนาดนี้ ผมเป็นพวกมีนิสัยช่างเขียนครับ เรื่องเล็กเรื่องน้อย เขียนไปเรื่อยเปื่อย ชาวบ้าน เขาเล่ากันตอนเดียวจบ ผมเล่นเล่าไปเก้าตอนสิบตอน
อ่านกันเพลินเลยเชียวละ (สำหรับผู้มีนิสัยรักการอ่านคงชอบอะนะ)
เอาละ วันนี้มาว่ากันต่อ ด้วยเนินสุดท้ายที่หลายคนรอคอย… เนินมรณะไง
Recent Comments