26.12.2552
เวลา 07.50 น.
ได้เวลาตื่นแล้วสินะ ไม่อยากตื่นแต่จำใจต้องตื่นขึ้นมาในเช้าวันสุดท้ายบนฝั่งลาว วันนี้ดูท่าหมูกะหมาจะอ้อยอิ่งกันมากไปหน่อย กว่าจะลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว จนออกมาทานข้าวต้มก็ปาเข้าไป… แล้ว มาถึงร้านอาหารริมน้ำซองก็เกือบจะไม่เหลืออะไรให้รับประทานกัน ตักข้าวต้มที่มีใส่ถ้วยมากินประทังหิวไปก่อน ก่อนที่จะไปทำหน้าที่ตากล้องให้กับบรรดาแก๊ง “สะบายดี” ทั้งหลายต่อ
บรรยากาศยามเช้าที่วังเวียงดูสดใส วันนี้ คงเป็นวันที่อากาศเย็นที่สุดตั้งแต่เข้ามา “ปะเทดลาว” แต่ก็ไม่ถึงกับต้องเสื้อกันหนาวกันสักเท่าไหร่ แสงแดดช่วยให้อุ่นได้ เสื้อกันหนาวจึงเป็นได้แค่ผ้าผูกเอว
หมูกะหมาเดินกลับมาเก็บข้าวเก็บของใส่เป้ให้เรียบร้อย แล้วก็เดินออกมารวมตัวกันที่หน้าโรงแรมทะวีสุก ถ่ายรูปกันเป็นเที่ยวสุดท้ายก่อนขึ้นรถทัวร์ เดินทางกลับสู่เวียงจันทน์
ในที่สุด เราก็มาถึงแล้ว เมืองที่สาม “วังเวียง” รถเข้าสู่โรงแรมที่พักของเราทันที คืนนี้ เราจะพักกันที่โรงแรม “ทะวีสุก” (ทวีสุข ถ้าเขียนแบบไทยๆ)
25.12.2551
เวลา 16.45 น.
หมูกะหมาแบกเป้-กระเป๋าเข้าห้องเรียบร้อย เราได้ห้องชั้นหนึ่งอีกครั้ง มองออกไปด้านหลังเห็นคนกำลังทาสีเก้าอี้กันอยู่ ไกลออกไปน่าจะเป็นรีสอร์ต ถัดจากนั้นน่าจะลำน้ำซอง เดี๋ยวเราคงได้เดินไปดูกัน
ห้องที่โรงแรมนี้ใหญ่กว่า วิลลาดาวเหนือที่หลวงพระบางอยู่พอสมควร แถมห้องน้ำก็ทำเก๋ เปิดบานเลื่อนมาโชว์ให้คนในห้องยลกายได้ด้วย
ด้วยความที่รู้แกวมาแล้ว หมาน้อยจึงเปิดตู้เย็นดู ที่นี่ไม่แตกต่างจากหลวงพระบางนัก ในตู้เย็นไม่มีอะไรให้ ไม่มีเครื่องดื่มที่คิดเงินอยู่ในนั้นเลย มีแต่ตู้ที่ว่างเปล่า แต่มีน้ำเปล่า (น้ำบอลิสุด) 2 ขวดตั้งไว้ให้ ไม่เสียบปลั๊กไว้ให้เช่นกัน จึงจัดการเสียบปลั๊กแล้วแช่น้ำเอาไว้เลย
25.12.2008
เวลา 06.10 น.
หมาน้อยกับหมูน้อยพบตัวเองอยู่ที่ถนนสายเดิม ในเมืองหลวงพระบาง เป็นอีกเช้าที่เราต้องตื่นกันอย่างเร็ว พร้อมเสียงเคาะประตูปลุกเราเช่นเช้าวันวาน วันนี้ เรามีกิจที่คนเมืองมรดกโลกเขาทำสืบต่อกันมาเนิ่นนาน นั่นคือ “การตักบาตรข้าวเหนียว”
ไกด์บอกเรา หลวงพระบาง ไม่ได้เป็นเมืองมรดกโลกเพียงสถาปัตยกรรม แต่ยังรวมไปถึงวัฒนธรรมด้วย
เช้าวันนั้น มีเสื่อสาดมาปูไว้เรียบร้อยเป็นทางยาว มีเก้าอี้ตัวเล็กๆ และกระติ๊บข้าวเหนียวเรียงราย เพราะกรุ๊ปทัวร์จัดไว้ให้พวกเราแล้ว สนนราคาที่เก็บกันไป กระติ๊บละ 100 บาท
24.12.2008 ณ หลวงพะบาง ปะเทดลาว
หมาน้อยสังเกตได้ว่า ทุกๆ ที่ที่เราไป จะพบร้านขายของที่ระลึกเรียงรายประกอบฉากอยู่ด้วยเสมอ นักท่องเที่ยวทั้งหลายก็ช้อปกันไปบ้าง ดูของกันเพลินๆ บ้างไปตามประสา นั่งรถสกายแล็ปไปกันต่อ
ลงจากรถปุ๊บ เราก็ไปถ่ายรูปกันที่บันไดวิเศษ…
เป็นบันไดที่ สอนวิ่งลงไปขึ้นเรือระหว่างตามหาไกด์น้อย ในเรื่อง “สะบายดี หลวงพระบาง” ที่เห็นเบื้องล่างนั้น ก็คือ น้ำของ นั่นเอง
เวลา 15.40 น.
ขึ้นจากบันไดมา ก็มาถึงอีกวัดแล้ว “วัดเชียงทอง ราชวระวิหาร” วัดสำคัญและวัดสวยอีกวัดของลาว ด้วยสถาปัตยกรรมที่เน้นสีดำและสีทอง ช่างตัดกันจนทำให้ดูโดดเด่นสะดุดตา เป็นวัดประจำเมืองหลวงพระบาง
เช้าตรู่ของอีกวันในเมืองมรดกโลก “หลวงพระบาง”
24.12.2008
เวลา 06.10 น.
หมูกะหมาถูกปลุกจากเสียงเคาะประตูของพนักงานเชื้อสายจีน ก่อนจะล้างหน้าแปรงฟันอาบน้ำ ออกมาขึ้นรถสกายแล็ป ทันคันสุดท้ายที่มารอเราอยู่แล้ว วันนี้ เราไปทานมื้อเช้ากันง่ายๆ ไข่เจียว ขนมปัง กาแฟ ก่อนจะนั่งสกายแล็ปไปเที่ยวเมืองหลวงพระบางกันต่อ
เริ่มต้นที่แรก วัดอะไรสักวัดหนึ่งที่อยู่ใกล้กับแม่น้ำ จำได้คร่าวๆ ว่าชื่อ “วัดโพนไซ” วัดที่เราเข้าไปทำบุญไหว้พระกันในอุโบสถ สวดมนต์และรับศีลรับพร ระหว่างเดินออกมา พวกเราทุกคนได้รับของขวัญจากชาวบ้านเป็น ส้ม 1 ลูกกับข้าวเหนียวปิ้ง 1 ห่อ เป็นการต้อนรับแขกที่ดูอบอุ่นจริงๆ
หลังจากเก็บภาพสวยๆ ของวัดนี้แล้ว หมูกะหมาก็นั่งสกายแล็ปต่อไปยังอีกวัดที่ไม่ไกลกันนัก “วัดใหม่สุวันนะพูมาราม” (วัดใหม่สุวรรณภูมาราม) วัดนี้ก็สวยไม่แพ้กัน มีประวัติความเป็นมาที่ค่อนข้างสำคัญ
Recent Comments