SHARE

25.12.2008
เวลา 06.10 น.

หมาน้อยกับหมูน้อยพบตัวเองอยู่ที่ถนนสายเดิม ในเมืองหลวงพระบาง เป็นอีกเช้าที่เราต้องตื่นกันอย่างเร็ว พร้อมเสียงเคาะประตูปลุกเราเช่นเช้าวันวาน วันนี้ เรามีกิจที่คนเมืองมรดกโลกเขาทำสืบต่อกันมาเนิ่นนาน นั่นคือ “การตักบาตรข้าวเหนียว”

ไกด์บอกเรา หลวงพระบาง ไม่ได้เป็นเมืองมรดกโลกเพียงสถาปัตยกรรม แต่ยังรวมไปถึงวัฒนธรรมด้วย

เช้าตรู่ ของวันตักบาตรข้าวเหนียวของพวกเรา

เช้าวันนั้น มีเสื่อสาดมาปูไว้เรียบร้อยเป็นทางยาว มีเก้าอี้ตัวเล็กๆ และกระติ๊บข้าวเหนียวเรียงราย เพราะกรุ๊ปทัวร์จัดไว้ให้พวกเราแล้ว สนนราคาที่เก็บกันไป กระติ๊บละ 100 บาท

กระติ๊บข้าวเหนียว รอเวลาตักบาตร

เวลา 06.45 น.

เริ่มเห็นพระสงฆ์เดินเป็นทิวแถวเข้ามา แต่ละคนต่างตั้งหน้าตั้งตาจกข้าวเหนียว แล้วจับใส่บาตรกันแทบไม่ทัน เพราะพระท่านจะเดินเร็วมาก หลายคนว่า ไม่ต้องปั้นมาก จกมาปุ๊บ โยนใส่บาตรปั๊บเลย พระสงฆ์กว่า 300 รูปเดินผ่านเราไปอย่างรวดเร็ว ถ่ายภาพยังแทบไม่ทัน

ระหว่างตักบาตรข้าวเหนียว

ระหว่างนั้น หมาน้อยสังเกตเห็นว่า มีเด็กๆ เดินถือกระจาดใบเขื่อง ข้างในบรรจุข้าวเหนียวผสมอาหารประเภทอื่น ฟังจากไกด์ไทยเล่าว่า หลังจากเราทำบุญด้วยการตักบาตรให้พระสงฆ์ ท่านก็ทำทานต่อทันที ด้วยข้าวเหนียวในบาตรให้กับเด็กๆ ซึ่งเด็กๆ พวกนี้ก็จะจัดการแยกกล้วยน้ำว้า ขนม ลูกอม (ลาวเรียก “ขะหนมอม” นะ ถ้าจำไม่ผิด) แล้วพระก็จะฉันจากข้าวในบาตรสุดท้ายนั่นแหละ

ส่วนที่สงสัยกันว่า ข้าวเหนียวจากสิบจากร้อยขี้มือนี่ พระจะฉันลงไหม อันนี้ ข้อยบ่ได้ถาม

พระที่เดินมาช่วงหลังๆ จะเดินเร็วมาก ไม่เปิดฝาบาตรให้เรา อาจเป็นเพราะท่านเห็นข้าวในกระติ๊บเหลือน้อย ตามประเพณีของชาวลาว เขาจะเหลือข้าวไว้เล็กน้อย ไม่ได้ใส่บาตรจนหมด ข้าวเหนียวที่เหลือจะเอาไว้ปั้นเป็นก้อน แล้วนำไปวางตามรั้ว เพื่ออุทิศให้กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายอีกที

เวลา 07.00 น.

หมาหันไปสาวฝรั่งหน้าตาดีคนหนึ่งถ่ายรูปกลุ่มพวกมันอยู่ เลยถ่ายเขาบ้าง ไม่ได้ขอเขาก่อน แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ยิ้มให้กันนิดหนึ่ง แล้วพูดคุยกันเล็กน้อย ได้ความว่า เขาเป็นชาวปารีส ฝรั่งเศส ส่วนเราก็มาจากกรุงเทพฯ ประเทศไทย แค่นั้นแหละ

Have a good trip นะครับ…

เวลาที่เหลือ ดูจะเป็นเวลาที่ฟรีสไตล์สำหรับพวกเราอยู่ไม่น้อย เราเดินกันไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปกันบ้าง เดินหาของกินกันบ้าง ช่วงนี้เป็นช่วงที่เราได้เห็นอาคารบ้านเรือนสไตล์จีนอย่างเต็มตามากขึ้น เพราะสว่างมากแล้ว และถนนก็โล่งพอที่จะเดินเล่นสบายๆ

ตึกรามในหลวงพระบาง ที่เป็นตึกสไตล์จีน

หมาน้อยมันพยายามจะถ่ายทุกอย่าง เช่นเดียวกับที่นางแบบทั้งหลายก็พยายามจะจับทุกอย่างเป็น prop ในการถ่าย ไม่ว่าจะเป็นตึกราม (ที่มักใช้เป็นเกสต์เฮ้าส์ – เฮือนพัก กันเป็นส่วนใหญ่) ตู้เอทีเอ็มหรือแม้ตู้ไปรษณีย์

อาหารเช้าของเราวันนี้ เป็นกาแฟร้อนที่ได้กินฟรีเพราะมีคนจ่ายให้

กลับมาถึงแถวแยกถนนฟ้างุ้ม แถวไปสะนี นั่งรถสกายแล็ปกลับโรงแรม จัดข้าวจัดของก่อนจะออกเดินทาง ได้เวลาอำลาเมืองหลวงพระบาง เมืองมรดกกันแล้ว

โรงแรมดาวเหนือ

นี่ล่ะ หน้าตาโรงแรมดาวเหนือของพวกเรา

เวลา 09.19 น.

รถออกจากโรงแรม ออกจากหลวงพระบางมุ่งหน้าลงใต้ จุดหมายถัดไป คือ “วังเวียง” ดินแดนกุ้ยหลินเมืองลาว หมาจะไปนอนที่นั่นอีก 1 คืน ก่อนเดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอน

การเดินทางไปยังวังเวียงด้วยทางรถนั้น ค่อนข้างกินเวลายาวนาน รถต้องวิ่งไปตามถนนที่ไหลเลื้อยไปตามภูเขาน้อยใหญ่ ทัศนียภาพสวยงามมากมาย ด้วยสองข้างทางมีแต่สีเขียวของต้นไม้ มีหมู่บ้านของชนกลุ่มน้อยที่ปลูกกันอยู่ริมถนนอยู่เป็นระยะ

เวลา 11.20 น.

แวะทานข้าวที่กิ่วกะจำ

รถจอดให้เราเข้าห้องน้ำ แล้วออกมากินข้าวกันที่ “บ้านกิ่วกะจำ” กับข้าวที่นี่อร่อยลิ้นอีกแล้ว

แวะทานข้าวที่กิ่วกะจำ

อาหารลาวนั้นไม่ต่างกับไทยมากนัก ที่ชอบก็คงเป็นเพราะมีผักแปลกๆ ให้ลองลิ้มด้วย คนลาวดูจะชอบกินผักมากกว่าคนไทยนะ เมื่ออิ่มหนำแล้วก็ออกเดินย่อยกันเล็กน้อย ที่นี่ก็มีร้านขายของฝากของที่ระลึกเช่นกัน แต่ไม่ค่อยมีใครคิดจะซื้อกันเท่าไหร่ เราพบเห็นรถตู้ที่มาส่งนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่หลายคัน ทักทายเพื่อนๆ หมาตัวน้อยหลายๆ ตัว ก่อนจะขึ้นรถทัวร์คันย่อมเพื่อเดินทางต่ออีกครั้ง

แวะทานข้าวที่กิ่วกะจำ

หลักกิโลเมตรที่นี่ หน้าตาอาจจะดูแปลกไปจากที่เราเห็นในเมืองไทย หัวมันจะสีแดงๆ ภาพที่เห็นนั่น บอกเราว่า วังเวียงอยู่ไม่ไกล เพียง 127 กิโลเมตรเท่านั้น แต่มันดูใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะถึง

เวลา 13.34 น.

เรามาถึง “บ้านสายแยก” บ้านที่ถนนแยกออกเป็นสองสาย ที่นี่เราเข้าห้องน้ำกัน ค่าห้องน้ำคนละ 1,000 กีบ ครั้งนี้ หมาจ่ายด้วยเงินกีบที่ได้จากการทอนของร้านขายซีดี

มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเงินอีกอย่างหนึ่ง คือ คนลาวจะเรียก 1 หมื่นกีบ ว่า 10 พันกีบ เวลาไปลาวแล้วอย่ามึนก็แล้วกัน

ที่นี่ เราได้พบเจอของขายแปลกอยู่อย่างหนึ่ง ลักษณะมันเหมือนกับหนอนไม้ไผ่ แต่มันเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีลำปล้องเล็กกว่า ข้างในมีหนอนตัวหนึ่งอาศัยอยู่ มันสุกแล้วเพราะคนขายเขาต้มมาเรียบร้อย น้องคนหนึ่งบอกให้เขาแกะให้ดู จัดการกลืนกินอย่างเอร็ดอร่อย บอกว่า รถชาติมันๆ แต่หมาน้อยไม่ชอบลองของแบบนี้ เลยขอผ่าน

ลองของ หนอนในปล้องของพืชชนิดหนึ่ง

เดินทางต่อกันดีกว่า

เวลา 14.55 น.

รถจอดอีกครั้ง ให้หมูกะหมาและทุกคนได้เข้าห้องกันเป็นที่สุดท้าย เพราะหลังจากนี้จะไม่มีที่ให้หยุดพักอีกแล้ว เห็นฟ้ากำลังสวย เลยเก็บภาพนี้มาฝากกัน ไม่รู้ว่า แถวนี้เรียกบ้านอะไร

หยุดพักเข้าห้องน้ำที่สุดท้าย ก่อนเข้าตัวเมืองวังเวียง

จากนี้ เราจะเข้าตัวเมือง “วังเวียง” กันเสียที

[แต่ว่า มาต่อเอาตอนหน้าละกันนะ]

PatSonic Blog Comment

4 COMMENTS

  1. เที่ยวทีคุ้มเลยนะครับ ขอให้สนุกนะครับบบ
    ฝากเว็บ diggsa.com | ดิ๊กซะ! ด้วยนะคร๊าบบ
    เอาไว้ไปดันเว็บกัน เว็บ, บล้อค ไทย ไป submit กันนะ ^ ^

  2. รออ่านวังเวียงตอนต่อไป เพราะมีหลายคนบอกว่าเป็น “ปายของเมืองลาว” อยากจะไปปายอีกรอบแต่เป็นที่ลาวก็คงจะดี

LEAVE A REPLY