SHARE

ดูเหมือนว่าเรี่ยวแรงยังพอมีหลงเหลืออยู่บ้าง แม้ตลอดทริปที่ผ่านมา จะพบตัวเองอยู่บนรถที่วิ่งขึ้นลงตามทางที่คดเคี้ยวในแม่ฮ่องสอนเสียมากกว่าเอาขาเดินเองเสียอีก ตื่นขึ้นมาในโรงแรมหรู “The Imperial Resort Mae Hone Son” ทานอาหารเช้าในบรรยากาศดีๆ ฝั่งหนึ่งเป็นอาคารของโรงแรมที่เน้นใช้ไม้ อีกฝั่งเป็นพื้นดิน-แมกไม้และธารน้ำ

ข้าวต้นแสนอร่อย ที่โรงแรม The Imperial Resort แม่ฮ่องสอน

ปกติ ไม่ค่อยจะทานอาหารในลักษณะมื้อหนักสักเท่าไหร่ อาหารเช้าวันนั้นจึงไม่ได้ลงท้องไปมากนัก ข้อดีข้อหนึ่งของการปล่อยให้ท้องว่าง คือ เมื่อเจอเส้นทางคดเคี้ยวอาจไม่มีอะไรให้ออกทางปาก แต่ขณะเดียวกัน มันก็อาจเป็นข้อเสียคือ ทำให้ร่างกายไม่มีสารอาหารเพียงพอจะประคองตัว

ใช่แล้ว วันนี้ เรายังมีเส้นทางไกลๆ ให้ต้องเผชิญ

จากวันก่อนที่เราเดินทางด้วยรถยนต์จากตัวเมืองเชียงใหม่ผ่านเส้นทาง 1095 ผ่านแม่ริมและแม่มาลัย แต่วันนี้ เราจะใช้อีกเส้นทางหนึ่ง ลงไปทางใต้ไปจนสุดเขตจังหวัดและออกไปทางตะวันออกเฉียงใต้เข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่อีกครั้ง เส้นทางที่ดูเหมือนจะขับสบายกว่า เพราะไม่ได้ขึ้นลงเขาสูงชันแบบเส้นทางแรก เป็นเส้นทางที่รถบัสโดยสารใช้เป็นเส้นทางระหว่างจังหวัดได้ แต่ระยะทางโดยรวมนั้นยาวกว่าเส้นทางแรกอยู่ประมาณหนึ่ง และนี่คือเส้นทางที่มี 1,864 โค้งที่ใครเขามักเอ่ยถึงกัน

และด้วยระยะทางที่ไกลกว่า โค้งก็มากกว่า ทำให้เป็นการเดินทางที่แสนยาวนาน เราใช้กลางวันทั้งวันไปกับการอยู่บนรถยนต์ที่เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาไปตามถนน ยาแก้เมาไม่ต้องใช้ แต่ก็เกือบไม่ไหวไปเหมือนกัน

หากเดินทางถึงตัวเมืองเชียงใหม่เมื่อไร ก็จะถือว่าเราขับรถวนครบ 1 รอบวงพอดิบพอดี

วันอาทิตย์ที่ 11 ธันวาคม 2554

เราพักเป็นช่วงๆ ตามแต่ว่าเราเข้าเมืองเมื่อใด แวะเข้าปั๊มเข้าเซเว่นบ้าง เข้าเมืองช่วงเที่ยงที่ไหน ก็หาที่กิน ได้ร้านอาหารตามสั่งที่หนึ่ง จึงนั่งทานข้าวผัดกะเพราไข่ดาวให้หายหิว แล้วก็จึงเดินทางต่อ เหมือนจะหลับแต่ไม่หลับ เหมือนจะตื่นแต่ไม่ตื่น ผ่านเส้นทางที่ฝั่งหนึ่งเลียบไปกับสายน้ำที่ค่อยๆ เป็นสายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนเรากำลังจะแยกจากมันจึงได้รู้ว่านั่นคือ “ลำน้ำแม่แจ่ม”

นี่เราจะเดินทางกันยาวนานไปจนถึงเชียงใหม่งั้นล่ะหรือ?

15.40 น.

รู้สึกว่ารถมาหยุดลง ณ ที่แห่งหนึ่ง มีผู้คนเดินเข้าออก และมีต้นสนสูงใหญ่ เปิดตาดูป้ายเหมือนจะบอกเราว่า “สวนสนบ่อแก้ว” หรืออะไรเทือกๆ นั้น ออกจากรถไปสัมผัสอากาศข้างนอก ปรากฏว่า มันหนาวมาก

สวนสนบ่อแก้ว เชียงใหม่

นึกทบทวนว่าสวนสนแห่งนี้มันอยู่ตรงไหน เราผ่าน อ.ฮอด (แม่ฮ่องสอน) มาถึง อ.แม่สะเรียง (เชียงใหม่) มาได้สักพัก งั้นที่นี่คงอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เดินออกไปอย่างหนาวๆ ถ่ายรูปบ้าง เป็นผู้ถูกถ่ายบ้าง หนาวสั่นพอประมาณกับทิวสนสามใบที่เรียงเป็นแนว มีทางเดินตรงกลาง ดูเผินๆ ก็นึกเสียว่า ได้ไปเดินอยู่บนเกาะนามิ ประเทศเกาหลีใต้ คิดฝันกันไปเพราะยังไม่มีโอกาสจะได้ไปเยือน

แล้วเพียงไม่นาน…เราก็จากมา

รับรู้ความหนาวในทิวสนได้เพียงไม่กี่นาที กลับมาผจญกับเส้นทางคดเคี้ยวอีกครั้ง หลายทีที่เกือบจะไม่ไหว แต่ไปๆ มาๆ ก็สามารถก้าวข้ามผ่านมันมาได้ ข้างๆ หลับไปเรียบร้อยแล้ว ข้างหลังเหลือเพียงเราที่ร้องเพลงฮัมตามเพลงจากแผ่น เสียงเพลงเริ่มวนซ้ำกลับมาอีกรอบ แต่เราก็ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่เข้ามาทุกทีแล้ว

ผ่าน อ.หางดง ท้องฟ้าเริ่มมืด มองข้างทาง ไม่รู้ว่าเขาลูกไหนคือดอยอินทนนท์ เมื่อตะวันลาลับไป แสงไฟเริ่มเข้ามาแสดงบทบาทแทน พวกเรายังอยู่กันบนรถคนเดิม มุ่งหน้าสู่ตัวเมือง จ.เชียงใหม่

18.46 น.

หลังจากเข้าตัวเมืองมาได้ แต่รถสองคันพลัดหลงกันนิดหน่อย การสื่อสารทำให้รู้ว่า เราอยู่ไม่ไกลกัน แต่ก็ไม่รู้ว่าเราผ่านกันไปหรือยัง เอาเป็นว่า ไปเจอกันที่จุดหมายนะ

ภารกิจต่อไปที่ไม่ต้องคิดเลย เจ้ากระเพาะของพวกเราจะเป็นคนสั่งการ จุดหมาย คือ “ผาลาด ตะวันรอน” ร้านอาหารบรรยากาศดีๆ ริมอ่างแก้ว ใกล้กับสวนสัตว์เชียงใหม่ พวกเราเลือกเส้นทางข้างหลังมหาวิทยาลัย ขับอย่างไม่รู้ทางดีเท่าไหร่นัก เพราะ Google Maps ก็ไม่อาจจะชี้จุดที่ถูกต้องได้ แต่เห็นป้ายจึงตามๆ ไป ขึ้นลงเนินเขา เส้นคดไปเคี้ยวมา แยกโน่นแยกนี่ แต่เอาเป็นว่า เราได้มาถึงเรียบร้อยแล้ว ก่อนเพื่อนๆ อีกคันเสียด้วย

บรรยากาศในช่วงนั้น ลมอ่อนๆ พัดผ่านเราไป หนาวสั่นจับหัวใจ สมาชิกต้องเพิ่มอ็อปชั่นกันความหนาวโดยด่วน นั่นแสดงว่า อากาศภายนอกตอนนี้เย็นกว่าในรถอยู่หลายองศา เมื่ออีกคันมาถึงพร้อมกันแล้ว พวกเราต่างเดินไปตามทางจนถึงตัวร้าน

ร้านอาหาร ผาลาด ตะวันรอน

เมนูหลากหลายถูกสั่งมาบำรุงบำเรอกระเพาะจนมันเงียบหายเสียงเรียกร้อง ความอร่อยอยู่ในขั้นน่าพอใจมาก บรรยากาศของมื้อเย็นที่แสนดี เห็นไฟลิบๆ จากเมือง เห็นน้ำสีดำอยู่เบื้องล่างเพราะนั่นเป็นเวลากลางคืน พระจันทร์โดดเด่น หลายคนพกกล้องพร้อมขาตั้งมายืนถ่ายรูปวิวกันตรงระเบียงที่ต่อจากห้องน้ำ

ดนตรีที่ขับกล่อมอยู่ในอารมณ์ประมาณคันทรีที่มีเครื่องสายเป็นส่วนประกอบหลัก นักร้องสามารถเดินไปได้ทุกโต๊ะ ร้องเล่นตามแต่คำขอจะถูกส่งมาให้ แสงสว่างอาจจะน้อยเกินกว่าจะสามารถถ่ายภาพเก็บไว้ได้ด้วยไอโฟนเล็กๆ ในมือ ได้เพียงอิ่มหนำกับอาหารและบรรยากาศก่อนหมดเวลาพากันไปหยุดที่ตลาดยามค่ำคืนใกล้ๆ กับมอชอ ที่นั่น เพื่อนๆ ต่างสั่ง “ไอติมผัด” กันคนละถ้วย แต่เนื่องด้วยยังอิ่มกับอาหารมื้อล่าสุดอยู่เลยขอบายไปด้วยสายตาแสดงความเสียดาย

ก่อนค่ำคืนจะดึกเกินไป แวะไปเช็กอินในโรงแรมแล้วเราก็ออกมาโดยรถตู้ที่โรงแรมให้บริการส่งลูกค้าตามแต่จะไปไหน จุดหมายของพวกเราคือ “ถนนคนเดิน” ณ ประตูท่าแพ เชียงใหม่ จุดท่องเที่ยวอีกจุดของเชียงใหม่ที่ไปเยือนบ่อยสุด เดินในถนนที่เริ่มมีผู้คนบางตาก็ดีไปอย่าง ไม่ต้องไหลตามกันไปจนเมื่อยแต่ไม่ได้หยุดดูอะไร

ของขายที่ ถนนคนเดิน ท่าแพ เชียงใหม่

สมาชิกทั้งแปดมุ่งหน้าสู่ที่พักด้วยรถแดง ด้วยระยะทางที่ไกลกว่าขามา อย่างไรเสียก็ถึงโรงแรมจนได้ เหนื่อยอ่อนมากมายเพราะร่างกายผ่านการตะลอนๆ อยู่บนรถมาเนิ่นนาน ผสานการเดินบนถนนที่ท่าแพคืนนี้ แต่ยังเหลือแรงไว้ร้องเพลงเล่นกันสามคนในห้องอีกนิดหน่อย

คืนนี้ เราทั้งหมดจะนอนหลับกันบนเตียงในโรงแรมที่เราเคยมานอนด้วยกันเมื่อวันเก่าก่อน โรงแรมยูเรเซีย (Eurasia Hotel) ก่อนจะตื่นขึ้นมาพบกับวันใหม่

วันสุดท้าย…ที่เชียงใหม่

[ตอนต่อไป ตอนสุดท้ายแล้วนะ คลิกอ่านกันเล้ย]

PatSonic Blog Comment

1 COMMENT

LEAVE A REPLY