SHARE

ด้วยความที่นักท่องเที่ยวในช่วงนี้น้อยมาก คนขับรถตู้ขาวเลยเล่นอัพราคา แค่หาดทรายขาวก็ปาเข้าไป 100 บาทแล้ว เช่นเดียวกับหาดคลองพร้าว ส่วนใครจะไปหาดไก่แบ้นั้น จะถูกโก่งไปเป็น 150 บาททีเดียว เคราะห์ยังดี ที่มีคนที่อยู่ในพื้นที่อยู่ในกลุ่มผู้โดยสารด้วย เธอแจ้งไปยังผู้ใหญ่ในวินรถตู้ เมื่อพี่เขามาดูแล พวกเราจึงได้ขึ้นรถอีกคัน และจ่ายในราคาคนละ 60 บาทสำหรับการไปหาดคลองพร้าว ค่อยยังชั่วหน่อย มาถึงก็จะโดนขูดรีดเสียแล้ว

ใครจะไปเที่ยวเกาะช้างช่วงไม่มีคนและไปกันเอง ก็ระวังจะเจอแบบนี้เข้าก็แล้วกัน

แล้วเราก็เดินทางไปยัง “หาดคลองพร้าว” ที่ตั้งของ AANA Resort & Spa จนได้ ผมว่า รถตู้ก็เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจท่องเที่ยวเหมือนกันนะ ถ้านักท่องเที่ยวต้องเดินทางบนเกาะด้วยรถตู้ แม้จะเข้าใจว่า ลูกค้าน้อย แต่พวกเขาจะประทับใจกับทริปนี้ได้งั้นหรือ

AANA Resort & Spa

AANA Resort & Spa ไม่ได้ติดกับถนน แต่ต้องเข้าแยกทางด้านขวาไม่ไกลเท่าไหร่ รีสอร์ตนี้เต็มไปด้วยสีขาวของส่วนที่เป็นปูน สีน้ำตาลของส่วนที่เป็นไม้ไม่ทาสี และส่วนสีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าที่ปลูกเต็มพื้นที่ บรรยากาศของรีสอร์ตเหมือนเดินเข้าไปอยู่ในป่า ล้อมรอบด้วยกลิ่นไอแบบสปาๆ

AANA รีสอร์ตที่ทำให้เราอยู่กับธรรมชาติ

ด้วยความที่เป็นช่วง low season นักท่องเที่ยวที่มาพักจึงน้อยตามไปด้วย แต่สิ่งที่ได้มากลับคือ ความเป็นส่วนตัว มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็นดินแดนส่วนตัว เงียบสงบ ไม่มีใครรบกวน

ในส่วนของห้องพัก ผมเลือกแบบ Deluxe Room ที่แม้จะราคาต่ำสุด แต่ก็พบว่าห้องสวยงาม อุปกรณ์ต่างๆ ครบครันกว่าที่ผมเคยไปใช้บริการ ทั้ง

  • มีไดร์เป่าผมให้ด้วย เพิ่งได้พักห้องที่มีสิ่งให้เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยนะนี่
  • โลชั่นตะไคร้หอม-แชมพู-ครีมอาบน้ำ มาในกระปุกดีไซน์น่าใช้ แถมเติมให้ทุกวันเลยครับ
  • ในตู้เสื้อผ้า มีทั้งร่ม กระเป๋าสานใบใหญ่ กระเป๋าผ้า ไม้แขวนเสื้อ ชุดที่ใส่หลังอาบน้ำ แถมยังมีตู้เซฟส่วนตัวให้อีก
  • บนเพดาน มีมุ้งสีขาวให้ด้วย เผื่อใครเจอยุง (แต่ผมว่าไม่มีหรอกนะ ไม่เจอสักตัว)
  • มีระเบียงส่วนตัว พร้อมเตียง โต๊ะ-เก้าอี้ เอาไว้นั่งนอนเล่นหย่อนใจ มองไปเห็นต้นกล้วยอยู่ตรงระเบียงพอดิบพอดี
  • มีสระน้ำให้ว่ายเล่น 2 สระด้วยกัน ข้างล่างหนึ่ง และยังมีข้างบนอีกหนึ่งด้วยนะ
  • แถมมีกาแฟพร้อมกาต้มน้ำไว้ให้ด้วย แต่ก็ไม่ได้ใช้กันสักเท่าไหร่

ขวดกระเบื้องในห้องน้ำ สวยน่าใช้จัง

ด้วยความสวยของห้อง ผมไล่ถ่ายรูปไว้เพียบทีเดียว แล้วผมก็หลับใหลด้วยความง่วงงุน เพราะหลับมาเพียง 2 ชั่วโมงและไม่ได้หลับบนรถทัวร์เลย ก่อนจะตื่นขึ้นมาช่วงเย็น อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วค่อยออกไปเดินเล่นในรีสอร์ต ผ่านทางเดินไม้ที่พาลัดเลาะผ่านร้านกิฟต์ช็อปที่ขายของที่ระลึก โดยเฉพาะของที่มีอยู่ในห้องพักนี่ เขาทำดีไซน์สวยๆ ก็เพื่อจะขายของด้วยอะแหละ แต่ก็ไม่ได้แอ้มตังค์เราสักบาท เหอๆ

เดินผ่านมาถึง CinnAmon Restaurant ภัตตาคารริมคลองพร้าว บรรยากาศสุดโรแมนติก อยากจะนั่งเรือคายัคและพายเที่ยวคลองพร้าวจัง แต่ใจไม่กล้า เพราะไม่ชำนาญการพายเรือเท่าไหร่ แม้จะอยู่บ้านนอกมาแต่เกิดก็ตาม ไม่เคยพายเรือคายัค เลยไม่มั่นใจในการควบคุมทิศทาง แถมยังว่ายน้ำไม่เป็นอีก จนแล้วจนรอดถึงวันกลับ ก็ยังไม่เคยพายเล่นสักที แม้ว่าเขาจะมีเสื้อชูชีพให้ แถมใช้บริการได้ฟรีก็ตาม

บรรยากาศริมคลองพร้าว

เย็นนี้ ขอทานอาหารหรูๆ สักมื้อ เรากลายเป็นคู่เดียว ณ ที่นั้นอยู่ชั่วขณะหนึ่ง พนักงานเลยได้มาดูแลเราอยู่เพียง “โต๊ะเดียว” เหมือนแขกวีไอพียังไงยังงั้นเชียว แม้บรรยากาศดีๆ จะต้องแลกมาด้วยราคาที่ออกจะแพงอยู่สักหน่อยก็ตาม เราเลือกนั่งโต๊ะริมน้ำ ไม่มีหลังคาปกคลุม บนฟ้าเมฆเยอะแต่ฝนยังไม่ตก นั่งดูน้ำในคลอง ดูบ้านพักนักท่องเที่ยวที่ฝั่งตรงข้าม ดูครอบครัวต่างชาติพายเรือคายัคด้วยกัน เราถ่ายรูปไปและคุยกันไป จนอาหารมาถึง มันก็ถูกส่งลงท้องจนเรียบวุธ

หกร้อยบาทหมดไปในมื้อๆ เดียว…

มีแขกของรีสอร์ตมานั่งกินเบียร์อีกโต๊ะ และก็มีอีกคู่มานั่งรอที่ท่าน้ำ เราเองก็นั่งรออยู่ตรงนั้น ถามไถ่จากพนักงาน จึงรู้ว่า การจะดู “หิ่งห้อย” ต้องนั่งเรือที่รีสอร์ตเตรียมไว้ให้ ซึ่งจะมีตั้ง 1 ทุ่มยัน 3 ทุ่ม (ถ้าจำไม่ผิด) เอาล่ะ เดี๋ยวขอนั่งเรือไปดูหิ่งห้อยด้วยแล้วกัน คงเป็นกิจกรรมสุดท้ายของวันแรกแล้วล่ะ

ทุ่มเศษ ผมกับหมูน้อยก็ลงเรือลำใหญ่มุ่งไปบนสายน้ำ เข้าไปยังความมืดเบื้องหน้าของคลองพร้าว คลองน้ำเค็ม (หรือกร่อยนะ) ที่ทอดคดโค้งลงไปในผืนดิน บัดนี้ มีแต่ความเงียบและมืดรอบกาย แม้แต่พวกเรา 3 คู่ก็พูดคุยกันด้วยเสียงเบาๆ เหลือเพียงเสียงพายกระทบน้ำ ว่ายน้ำไม่เป็น แถมไม่ได้สวมเสื้อชูชีพกันมาเลย หมูน้อยคงหวั่นๆ อยู่ไม่น้อย ขณะที่ผมเฉยๆ เพราะนั่งเรือพายมาตั้งแต่เด็ก

เมื่อเรือลอยลำเ้ข้ามาประมาณหนึ่ง เราก็เริ่มเห็นดวงไฟว้อบแว้บๆ ดวงเล็กๆ จากต้นไม้ต้นโน้นบ้างต้นนี้บ้าง พี่คนพายชะลอฝีพายทุกครั้งที่ใกล้ต้นที่มีหิ่งห้อยส่งแสงอยู่ แต่ขากลับ พี่เขาก็หยุดให้เราชื่นชมกับความงามของธรรมชาตินานขึ้นและใกล้ขึ้น

ในที่สุด เวลาของพวกเรากับหิ่งห้อยก็หมดลง เรือพาเรากลับมาสู่ท่าน้ำที่ CinnAmon Restaurant อีกครั้ง เอาล่ะ ได้เวลากลับห้องไปพักผ่อนนอนดูทีวีกันเสียที

—————————-

คืนนั้น ด้วยความเหนื่อยอ่อน ผมหลับๆ ตื่นๆ ระหว่างถ่ายทอดฟุตบอลคู่ชิงชนะเลิศของยูโร 2008 ไม่มีความรู้สึกใดๆ ที่สเปนคว้าแชมป์เลยสักนิด

…รู้ผลแล้วก็ปิดทีวี แล้วหลับใหลเพื่อรอเช้าวันแรกใน AANA Resort & Spa

Link: จองโรงแรมที่เกาะช้าง Koh Chang Hotel/Resort Booking Online

PatSonic Blog Comment

6 COMMENTS

  1. สองปีแล้ว ไปนั่งเรือชมหิ่งห้อย ที่ ระยอง …
    ชาวบ้านพยายามคุยกัน ทำยังไงจะรักษาสมดุล
    ระหว่าง เงินปัจจุบัน (ธุรกิจ) กับ เงินอนาคต (ธรรมชาติ + วัฒนธรรม)

    ฟังไป ให้รู้สึก … ทั้งเป็นห่วง และ ภูมิใจ ครับ

    : )

  2. เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ผมอยากไปแต่ไม่ได้ไปสักที

    อืมม์เห็นทีจะหาโอกาสไปซะแล้วซี สวยๆๆ

  3. อ่านข้อความแล้ว รู้สึกดีจัง khun_aut คนไทยรักบ้านเกิด รักโลก ดีจัง

    อย่าลืมหาโอกาสไปเที่ยวนะครับ คุณโกศล

    เดี๋ยวนี้มีลิงก์ท่องเที่ยวมาลงเยอะึขึ้นนะเนี่ย ว่าแต่รู้ได้ไง ว่าผมทำงานหลายอย่าง ไม่กี่อย่างเองอะ

LEAVE A REPLY