ดอยผ้าห่มปก-เชียงใหม่ Trip ตอนจบแล้วล่ะ

หลังจากเดินถนนคนเดินก็พักผ่อนนอนหลับที่ Imm Eco ตื่นมาแต่เช้า รู้สึกได้ว่าตัวเองยังนอนไม่เต็มอิ่มนัก แต่ก็ลุกมาอาบน้ำแต่งตัวออกไปเดินเล่นในบริเวณ Imm Eco

ตอนสุดท้ายซะทีนะ ขอบคุณทุกคนที่ตามอ่านกันจนถึงตอนนี้ ขอบคุณจริงๆ จากใจเลย

หลังจากเดินถนนคนเดินพร้อมได้ของฝากมาพอสมควร แล้วก็พักผ่อนนอนหลับที่ Imm Eco พวกเราก็ตื่นมาแต่เช้า รู้สึกได้ว่าตัวเองยังนอนไม่เต็มอิ่มนัก แต่เมื่อตื่นมาแล้ว มันก็คงไม่หลับแล้ว ลุกดีกว่า อาบน้ำแต่งตัวออกไปเดินเล่นในบริเวณ Imm Eco

บรรยากาศตอนเช้าดีพอสำหรับการเดินเล่น พวกเราจึงเดินไปเล่นในบริเวณที่ยังไม่เคยไป เราพบว่าที่นี่มีร้านอาหารบรรยากาศโรแมนติก+ชิลล์ๆ อยู่ด้วย เขาเรียกมันว่า Barn House ที่นั่น เราสั่งเครื่องดื่มสำหรับเช้าๆ อันสดใสมาทานกัน

ไม่นาน สมาชิกทั้งหลายก็พร้อมที่จะออกเดินทาง เรียกรถแดงให้พาเราไปหาอะไรกินยามเช้ากันดีกว่า อาหารเช้าวันนี้ เป็น “ข้าวต้ม” ครับ

ร้านข้าวต้มร้านนี้อยู่แถวสถานีรถไฟ บนถนนอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่กับข้าวอร่อยพอสมควรในราคาที่ไม่แพง

กินกันจนอิ่มหนำ แล้วเราก็จ้างรถแดงคันเดิมไปส่งเราเที่ยว คราวนี้ เหลือสมาชิก 5 สาวกับ 1 หนุ่มที่จะร่วมไปเที่ยวเชียงใหม่ด้วยกัน วันนี้ วันสุดท้ายของผมแล้วนี่นะ คืนนี้ต้องกลับกรุงเทพฯ ตามที่ซื้อตั๋วรถทัวร์เอาไว้

เริ่มทริปของวันด้วยการไปไหว้ “พระธาตุดอยสุเทพ” กันก่อน เป็นครั้งแรกเลยนะเนี่ย มาทริปเดียว ขึ้นดอยสุเทพ 2 หนเลย ขึ้นหนสองจึงขอเพียงไปถ่ายรูปเท่านั้นพอ

ขาขึ้นพอทนกับเส้นทางคดเคี้ยว ขาลงชักไม่ไหวด้วยเพราะนอนมาไม่กี่ชั่วโมง เริ่มเวียนหัว อาการไม่ค่อยดีนักแต่ก็รอดมาถึงข้างล่างได้ อาการเวียนหัวยังคงไม่หายไป สมาชิกร่วมทางต่างช่วยกันส่งความปรารถนาดีมาทางยาหม่อง พิมเสน อะไรต่อมิอะไร อาการพอทุเลาแต่ยังไม่หาย

แล้วเราก็มาถึงบริเวณ สวนเฉลิมพระเกียรติ บริเวณที่เขาจัดงานพืซสวนโลกเมื่อไม่กี่ปีก่อน บัดนี้ เขาเปิดให้เข้าชมฟรี เดินเข้าไปอย่างเวียนๆ เจอร่มยักษ์จึงขอชักภาพเก็บเสียหน่อย

ที่นี่ เขาบริหารเป็นระบบกันพอสมควร ร้านค้าต่างๆ ปล่อยให้ขายกันอยู่ด้านนอก ด้านในมีห้องน้ำให้เป็นที่เป็นทาง จัดรถไฟขบวนน่ารักๆ เอาไว้รองรับ สำหรับคนที่ไม่ต้องการเดิน สนนราคาคนละ 20 บาท แต่ต้องขึ้นตรงจุดที่รถจอดเท่านั้น มีแคมเปญพิเศษแจกแผ่นกระดาษให้สะสมตราประทับ ซึ่งจะกระจาย 7 จุดทั่วสวน ใครได้ครบไปรับของที่ระลึก ซึ่งต่อมาก็ได้รับรู้ว่ามันคือ “กระเป๋าผ้า” สมาชิกตาโตหวังใจได้ของ รีบรุดขึ้นรถไฟ หวังเก็บให้ครบ 7 จุด

เราแวะที่สวนกล้วยไม้ และแวะถ่ายรูปกันอยู่นานสองนาน ได้รูปมาอย่างเพียบ แต่หาจุดประทับตราไม่เจอ หากันตั้งนานมาแอบอยู่แอีกฝั่งซะงั้น

แล้วเราก็ยืนรอ รถไฟขบวนที่กำลังจะผ่านมา บ่ายคล้อยมากขึ้นทุกที แวะที่สวน… เดินเล่นอยู่สักพัก ถ่ายรูป แล้วก็เก็บได้เป็นจุดที่สอง

เราผ่านเลยส่วนประจำชาติต่างๆ ผ่านไปถึงหอคำหลวง แต่จุดประทับตราก็ห่างไกลเกินไป ในที่สุด จึงตัดใจ และตัดสินใจว่า อย่าไปเอาเลย กระเป๋าผ้า กว่าจะครบ 7 คงหมดเวลาจะแลกของแล้วล่ะ

ในที่สุด ก็ได้เวลากลับออกมา…

อาการเวียนหัวบรรเทาเบาบางจนหายไปแล้ว เดินมาขึ้นรถแดง ที่ต้องต่อรองราคากันนิดหน่อย ในที่สุด เราก็ได้ราคา 60 บาทสำหรับการไปส่งที่ “ห้วยตึงเฒ่า” ชื่อใหม่ที่ผมเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก

ห้วยตึงเฒ่า มีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำ ที่มีร้านอาหารสไตล์กันเองรายเรียงกันตั้งอยู่ริมน้ำ อาหารมือสุดท้ายถูกสั่งมาตั้งบนโต๊ะ ผมต้องเลือกกินบางเมนูเท่านั้น เพราะไม่อยากเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุทางการขับถ่ายกลางทาง อะไรก็ตามที่ดิบๆ โดยเฉพาะ “กุ้งเต้น” ขอหลีกหนีให้ห่าง นั่งกิน นั่งถ่ายรูป นั่งคุยกันไป จนตะวันหายลับไปกับตา

ได้เวลากลับโรงแรมกันแล้ว…

ได้ชาวเจียงใหม่ใจดีขับส่งถึงที่โรงแรม Imm Eco เช่นเคย ก่อนจะเตรียมเก็บของครั้งสุดท้าย ทิ้งทุ่นระเบิดอีกครั้งก่อนลา

19.30 น.

เก็บของเสร็จเรียบร้อย มาเดินเล่นคุยเล่นในบริเวณโรงแรม ช่วงเวลาสุดท้ายแ้ล้วนะ ที่เราจะได้อยู่ที่นี่ คืนนี้ ต้องเดินทางกลับกรุงเทพฯ แล้วล่ะ ไม่อยากกลับเลย

แต่ไม่ว่าจะมีใครคะยั้นคะยอจนใจอ่อนอย่างไร ก็จำเป็นต้องกลับไปในค่ำคืนนั้นอยู่ดี งานที่รออยู่ คนที่รออยู่ คือเหตุที่ไม่อาจต่อทริปนี้ให้ยาวไกลออกไปได้

19.45 น.

รถปิคอัพคันนั้นก็วิ่งมาถึงท่ารถของนครชัยแอร์ เพียงไม่นานก็ได้เวลาร่ำลา

แล้วไปเจอกันที่กรุงเทพฯ นะ…

ผมนั่งรถทัวร์แถวหน้าสุด คู่กับสาวเสียด้วย ต่างคนต่างก็ไม่ได้คุยอะไรกันหรอกครับ (ก็ไม่ได้รู้จักกันนี่) จนช่วงเวลาที่ผมเคลิ้มหลับไปหรือเพิ่งจะเคลิ้มๆ ก็ไม่มั่นใจเหมือนกัน มีเสียงหนึ่งดังขึ้น ปลุกผมให้สะดุ้งลืมตา พลันเห็นด้านหน้า รถกำลังวิ่งอย่างคนหมดแรงมาทางไหล่ทางด้านขวา ตื่นเต้นไม่หาย นี่เกิดอะไรขึ้นเนี่ย โดยไม่รู้ตัว ผมเผลอพูดคำหนึ่งออกไป..

“อะไร…?”

มีเสียงตอบกลับมาจากข้างๆ ผมว่า

“ชนวัว”

แค่นั้นแหละ บทสนทนาของสองเรา แล้วผมก็เห็นรถหันหน้าไปอีกทาง รถกำลังวิ่งอย่างคนหมดแรงเช่นเดิมมาทางไหล่ทางฝั่งซ้าย พลันคิดในใจ

“นี่ตูจะรอดมั้ยเนี่ย”

แล้วไม่นาน รถก็เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ไปตามเลนปกติ ผู้โดยสารอย่างผมไม่สามารถข่มตาลงได้ มองไปข้างหน้าไม่ไว้ใจ ในที่สุด เมื่อรถเริ่มวิ่งเร็วขึ้น ผมค่อยๆ หลับตาลง และหลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดทาง

จนถึงกรุงเทพฯ…

05.45 น. ถึงแล้ว บ้านของเรา จบทริปแล้ว นอนต่อเลยแล้วกัน… อิอิ

Exit mobile version