ช่วงนี้ ไม่ค่อยได้ไปดูคอนเสิร์ตสักเท่าไหร่ ด้วยสภาพหลายๆ อย่าง ทำให้มันต้องเป็นยังงั้น แต่ในฐานะที่โชคดีได้ไปดูคอนเสิร์ตของวงที่รัก ค่ายที่ชื่นชอบ ก็ต้องเรียกว่าเป็นบุญของข้าน้อยจริงๆ คอนเสิร์ตครั้งนี้ เขาว่าเป็นภาคขยายของคอนเสิร์ตเมื่อปีที่แล้ว ‘B.Day Forever Concert’ คอนเสิร์ตเฉลิมฉลองครบ 30 ปีของเบเกอรี่มิวสิค ที่รวมศิลปินของค่ายเพลงขนมปังเอาไว้มากเท่าที่จะมากได้ แต่ก็นั่นแหะล มันเลยไม่สามารถจะให้ทุกศิลปินเล่นได้มากอย่างที่พวกเขาและแฟนๆ ต้องการได้ พี่บอยก็เลยผุดไอเดียสร้างภาคแยกภาคขยายขึ้นมาซะอย่างนั้น
มันเลยกลายมาเป็น ‘SBZ B.Day Un·Cut live concert Series Reel 01’ ซึ่งมันหมายถึงนี่คือ ภาคขยายภาคแรกเท่านั้นนะ เดี๋ยวจะมีภาคต่อๆ มาให้ดูกันอีกเธอ
โดยคอนเสิร์ตครั้งนี้ จัดขึ้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2026 ณ พารากอนฮอลล์ ตามเวลาที่กำหนดไว้ คอนเสิร์ตจะเริ่มขึ้นตอน 16:00 น. และจะไปจบที่ 20:30 น. แต่ชาวเบเกอเรี่ยนทุกคนต่างก็รู้กันว่า กำหนดเลิกคอนของค่ายไม่เคยมีอยู่จริง และก็เป็นไปตามนั้น
ก่อนอื่นก็คงต้องบอกว่า ผมไม่ได้เขียนโพยจดเอาไว้ว่า แต่ละศิลปิน เล่นเพลงอะไรกันบ้าง จึงตกหล่นไปบ้าง และด้วยสภาพสังขาร ความจำ เลยคิดว่า เอาที่นึกออก เอาที่นึกได้ …ก็แล้วกันนะท่านผู้ชม
โชว์แรก Soul After Six | The Perfect Set
ช่วงแรกนี้ Soul After Six ต้อนรับพวกเรากันด้วย 3 เพลงแรกที่ถูกเลือกมาโปรโมตในอัลบั้มชุดแรกกันเลย แล้วมีเหรอที่แฟนพันธุ์แท้ผู้ติดตามมาตั้งแต่วันแรกที่วางแผงจะร้องตามไม่ได้ ก็ต้องถือว่าเป็นวันดี ที่ครั้งนี้พี่ปึ่งที่เคยเฟดตัวเองจากวงไปได้หวนกลับมาร่วมเล่นคอนเสิร์ตอีกครั้ง กลายเป็นวงโซลหลังหกโมงเย็นที่เราคุ้นเคยกันอีกครั้ง
พาร์ทนี้มีช่วงเวลาให้พี่บิ๊กได้โชว์เล่นเบสด้วย แล้วก็มีช่วงให้พี่บิ๊กโฆษณาขายเบสตัวเก่ง ไม่พอยังมีโอกาสขายไก่ย่าง ‘กลมกรุ่น’ ไก่ย่างสูตรเด็ดที่บางทีเจ้าของร้านก็จะส่งเองถ้าอยู่ใกล้ด้วยนะ อ้อ สำหรับพี่บิ๊ก จะมีพิเศษหน่อยก็ตรงที่ครั้งนี้พี่เขาร้อง ‘เพียงชายคนนี้(ไม่ใช่ผู้วิเศษ)’ ให้ฟัง เป็นบุญหูจริงๆ ที่ได้ฟัง
โชว์ครั้งนี้ วงได้เล่นยาวเลย เก็บหลายเพลงที่ไม่ได้ถูกเล่นในคอนเสิร์ตรวมทั้งค่ายมาจัดเรียงไว้ เอาจริงๆ ก็ไม่มีเพลงไหนที่ผมไม่รู้จักหรอกครับ ไม่ว่าจะ ‘รู้’, ‘คำเดียวว่า’, ‘รักเก่าเก่า’, ‘เจ้าพายุ’, ‘Nude’, ‘รอคงเพียงพอ’, ‘เห็นฉันไหม’, ‘วันของเรา’, ‘ข่าวร้าย’, ‘จังหวะชีวิต’ และแน่นอน ‘ก้อนหินละเมอ’ และก็แน่นอนอีกว่า มันไม่มีพอสำหรับแฟนพันธุ์แท้อย่างเรา
คอนเสิร์ตทำให้ได้รู้ว่า เพลงเนื้อหาหวานๆ อย่าง ‘คงรักตลอดไป’ ที่เป็นเพลงคู่ชายหญิง มันเป็นเพลงของพี่กับน้องมาก่อน เพลงนี้พี่ปึ่งกับพี่ปิงปองร้องคู่กัน
โชว์สอง Pause | Two Seconds Before Spring
ครั้งนี้เป็นครั้งที่เราจะได้สัมผัสกับฝีมือการร้องเพลงแบบเต็มๆ จาก เฟ้น – ประภาพ ตันเจริญ แม้เขาจะมีเนื้อเสียงที่ใกล้กับพี่โจ้อย่างมาก แต่ก็ยังแตกต่างในบางจุด ที่ทำให้พอแยกออกบ้างแล้ว ซึ่งต้องบอกว่า คุณภาพเสียงของเฟ้นนั้นดีมากเลยทีเดียว
ครั้งนี้ Pause มากันครบวง มีเฟ้น แล้วก็มีนอ เอ และบอส เลือกมาหลายเพลงจากอัลบั้มทั้งสาม ‘Push (Me) Again’, ‘Evo & Nova’ และรวมไปถึง ‘Mild’ ที่เป็นเพลงฟังสบายด้วย หลายเพลงจึงอาจไม่ใช่เพลงดังที่คุ้นหูนัก แต่ส่วนใหญ่จะถูกนำมาเรียบเรียงใหม่ในสไตล์ที่แตกต่างไปจากเดิม ที่ฟังเพลินดีนะครับ ที่รู้สึกชอบคือเพลง ‘ยื้อ’ จังหวะนี้มันคือ เฮ่ย เพราะเลย จากเพลงร็อกแบบอัดอั้นและเกรี้ยวกราด กลายเป็นเพราะเฉย
โชว์ของพอสยังคงหยิบเอาเสียงของพี่โจ้ที่ผู้คนคิดถึงมาร้องสอดประสานกันไปกับเสียงของเฟ้น และยังคงเรียกเสียงฮือฮาได้เหมือนเคย อีกจุดน่าสนใจหนึ่งคือ การใช้วิชวลเบื้องหลังเป็นภาพเคลื่อนไหวสวยๆ ที่น่าจะสร้างจาก AI ล้วน
โชว์สาม Nadia | Nom De Code
ดูเหมือนจะเป็นโชว์ที่มีความเป็นหนังนักสืบตามที่โปรโมตเอาไว้แต่ต้น ในขณะที่โชว์อื่นไม่ได้มีฟีลสายลับหรือเจ้าพ่อแต่อย่างใดเลย โดยโชว์ของนาเดียจะถูกบอกเล่าเหมือนหนังสายลับเรื่องหนึ่ง ซึ่งคนที่คิดจะเป็นใครไม่ได้ คาดเดาไว้ไม่ผิด พี่บอย โกสิยพงษ์ คนนี้นี่เอง ถึงว่าเลย กลิ่นมันใช่
เมื่อหนังมันจบไปฉากนึงก็จะนำเข้าสู่เพลง จากนั้นก็กลับไปเล่าด้วยฉากจากหนังต่อ ก่อนที่จะกลับมาร้องเพลงกันใหม่ เหมือนเราดูคอนเสิร์ตมิวสิคัลก็ไม่ปาน แถมยังมีนักแสดงและศิลปินรับเชิญเป็น พี่น้อย วงพรู และ คิว วงฟลัวร์ ด้วยอีก กับเพลงที่รู้กันดี ‘พอ’ และ ‘Honeymoon’ แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะแฟนๆ ยังได้รับชมโชว์ของเพลง ‘ทุกสิ่ง’ และ ‘ฤดูที่ฉันเหงา’ ด้วยนะ
ในแต่ละเพลงของนาเดีย จะมีแดนเซอร์มาร่วมเต้น ขณะที่เจ้าตัวก็จะต้องเต้นไปด้วย แม้เจ้าตัวจะดูเกร็งๆ อยู่บ้าง แต่พอยิ้มทีไร ในใจก็เผลอสะกดคำว่าน่ารักทุกที นี่ตัวเรามันเป็นอะไร คนวัย 40 พลัส จะทำให้ใจสั่นขนาดนี้ได้เชียวรึ
และก็ไม่เท่านั้น เพราะระหว่างโชว์ก็ยังมีเซอร์ไพรส์ เมื่อหันไปมันเป็นเสียงของ พี่บอย ตรัย ภูมิรัตน กับเพลง ‘กลับมา’ ที่เปลี่ยนเนื้อให้กลายเป็น ‘กลับไป’ แถมยังมีเพื่อนผองน้องพี่มาร่วมเป็นชาวบ้าน ทำให้โชว์ของนาเดียเป็นโชว์ที่มี guest มากที่สุดไปโดยปริยาย แล้วก็ไม่เท่านั้น เพราะนาเดียยังเปลี่ยนชุดบ่อยสุดอีกด้วยครับผม
โชว์สี่ Crescendo | Now and Then
วงสุดท้ายที่ทำให้เราได้เจอกับ นอ นรเทพ มาแสง ที่รับบทมือเบสอีกครั้ง คราวนี้ พวกเขาเริ่มต้นด้วยหลายเพลงที่มี นัท ชาติชาย ร้องนำ ก่อนจะพา บี พีระพัฒน์ อดีตนักร้องนำที่ทุกคนยังคงจดจำและรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเขาจะมา ทั้งสองเลยได้ร่วมกันร้องในอีกหลายเพลง ทั้งหมดล้วนเป็นเพลงที่พวกเขาทำตอนอยู่ในเบเกอรี่มิวสิค แถมยังมีเพลงที่ทุกคนต่างรอคอยอย่างเพลง ‘ดินแดนแห่งความรัก’ เป็นบุญหูอย่างยิ่งแล้ว
งานนี้มีเพลงนอกค่ายขนมปังมาเล่นร้องกันด้วย ไม่ว่าจะเป็น ‘กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม’ เพลงประกอบละคร ‘เกมร้าย เกมรัก’ แล้วก็มีเพลง ‘พูดตรงๆ’ เพลงของบีที่บอกว่าคืนนี้ไม่ใช่เพลงของใครแต่ขอให้มันเป็นเพลงของทุกคน
อีกช่วงที่ชอบก็คือ ช่วงที่ให้ทุกคนได้มีพาร์ทโซโล่ของตนเอง ส่วนสิ่งที่เซอร์ไพรส์ในโชว์นี้กลับเป็นเรื่องที่ว่า ครั้งนี้พี่นอมาร่วมโปรเจกต์คอนเสิร์ตให้กับ Crescendo แบบเฉพาะกิจ เพราะพี่เขาจะไปเป็นสมาชิกและมือเบสของ Pause วงเดียวแล้ว จากนี้ วงก็จะดำเนินต่อโดยไม่มีพี่นอ ในฐานะของคนที่เพิ่งรู้ ก็ต้องบอกว่าตกใจอยู่หน่อยๆ แหละ
ก่อนจะปิดท้ายด้วยเพลง ‘ใจกลางความเจ็บปวด’ ที่ศิลปินทุกคนร่วมกันร้องเพื่อส่งทุกคนกลับบ้าน
เป็นคอนเสิร์ตในรอบปีเลยมั้งสำหรับเรา เป็นการกลับมาดูคอนเสิร์ตใน Paragon Hall ในรอบกี่ปีก็ไม่รู้ ที่รู้ๆ แอร์ในฮอลล์หนาวมาก คอนเสิร์ตที่แบ่งออกเป็นพาร์ตชัดเจน พาร์ตละ 1 ชั่วโมงเศษๆ (ที่ถูกยึดไปเป็นพาร์ตละ 1 ชั่วโมงครึ่งกว่าๆ) มีพักเบรก 15 นาที ที่ต้องชิ่งออกไปฉี่ข้างโรง IMAX ทุกครั้งเลยแหละ
ขอบคุณโชคชะตาและมิตรภาพดีดีที่ทำให้มีวันนี้ พาคนที่ไม่ค่อยได้ออกไปพบเจอหน้าใคร ให้ออกไปเจอผู้คน ขอบคุณทุกคนที่ทักทาย พวกคุณน่ารักมากจริงๆ จบคอนเสิร์ตลงอย่างมีความสุข อิ่มเอมทุกอย่าง และวาดหวังว่าจะได้เจอกันใหม่ในสักวันข้างหน้า