SHARE

เป็นประจำของทุกปีไปแล้วสินะ ที่บล็อกนี้จะต้องรวบรวมหนังที่นายแพทประทับใจในปีที่ผ่านมามาฝากกัน ได้เวลาของ 2017 Favourite Movie กันแล้วนะ

แต่ละคนก็คงจะมีหนังที่ชอบในปี 2560 ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับจริตความชอบที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่ถ้าจะเก็บลิสต์ไว้เผื่อจะตามเก็บหนังเรื่องที่ยังไม่ได้ดู ก็น่าจะเป็นประโยชน์ที่เห็นได้ชัดกว่า ผมขอรวบรวมด้วยความนิยมชมชอบของตัวเอง มันจึงได้ออกมาเป็น ‘รวม 13 หนังที่ประทับใจของนายแพท ประจำปี 2560’ อยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ก็เพียงคลิกที่ชื่อเรื่องนะครับ

กติกายังเหมือนเดิม คือ ไม่จัดอันดับ ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวในการตัดสิน บางเรื่องอาจถูกเลือกมาด้วยเหตุผลหนึ่ง ขณะที่อีกเรื่องก็อาจจะถูกเลือกมาด้วยอีกเหตุผล และแน่นอนว่า มันย่อมไม่อาจเหมือนลิสต์ในใจคุณไปซะทั้งหมด

เอ้า! เริ่มกันเลยแล้วกัน

STAR WARS: THE LAST JEDI – สตาร์ วอร์ส ปัจฉิมบทแห่งเจได

อาจเป็นสตาร์ วอร์ส ภาคที่มีคนพูดถึงกันมากที่สุด ในทางที่แตกต่างกันมากที่สุด ด้วยเพราะความปังของมันที่สร้างปรากฏการณ์ ทำรายได้ดีมากแม้แต่ในเมืองไทย แถมยังมีความตั้งใจจะฉีกเรื่องราวไปจากสิ่งที่คุ้นเคยอีกต่างหาก ด้วยการรีเซ็ตบางสิ่งออกไป เรื่องราวที่เริ่มออกจากครอบครัวสกายวอล์กเกอร์ และริ่เริ่มสิ่งใหม่ๆ ให้กับมหากาพย์อวกาศ ที่แฟนบางคนอาจจะไม่ชอบ

ลุค สกายวอล์กเกอร์ (Mark Hamill)​ และเรย์ (Daisy Ridley) ในหนัง ‘Star Wars The Last Jedi’

‘Star Wars: The Last Jedi’ ผลงานการกำกับและเขียนบทโดย Rian Johnson แห่ง ‘Looper’ หนังเล่าเรื่องในกลิ่นที่แตกต่างออกไปด้วยตัวละครและยานอวกาศที่คุ้นตา เพิ่มเติมด้วยตัวละครขโมยซีนใหม่ๆ ใส่มุขตลกเข้ามาระหว่างทางที่บางครั้งก็ดูผิดที่ผิดทางไปบ้าง แต่ก็สร้างอารมณ์ที่หลากหลายระหว่างชม การนำเอาลุค สกายวอล์กเกอร์ และเจ้าหญิงเลอา กลับมาอยู่บนจอร่วมกันเป็นอะไรที่ฟินมากสำหรับแฟนสตาร์วอร์ส แถมหนังยังสร้างเซอร์ไพรส์ได้เรื่อยๆ ทั้งในแง่ตัวละครและในแง่ของเรื่องราว

กลายเป็นหนังที่แม้ไม่ใช่แฟนตัวจริงก็ยังสนุกได้ 

BRIGSBY BEAR

อาจจะเป็นความตั้งใจ แต่จริงๆ มันเป็นความบังเอิญ เมื่อหนังเรื่องถัดมาที่จะพูดถึง มันมี Mark Hamill แสดงเช่นเดียวกับเรื่องก่อนหน้า หนังที่เล่าเรื่องในแบบสุดทางทว่าเป็นเชิงน่ารักๆ ไม่เน้นโปรดักชั่นแต่เน้นใจความ ‘Brigsby Bear’ เรื่องราวของชายหนุ่มผู้ซึ่งอาศัยอยู่ใต้ดิน ชีวิตของเขาเติบโตขึ้นมาพร้อมกับรายการทีวีที่มีพี่หมีบริกสบีแบร์ เขาเกิดและโตขึ้นมากับโลกไม่มีอะไรจริง แต่เขาไม่รู้อะไรเรื่องโลกภายนอกเลย จนวันที่เขาได้ออกมา

หนังเล็กๆ ที่ฉายแค่ที่เฮ้าส์ อาร์ซีเอ ‘Brigsby Bear’

มันเป็นหนังที่เล่าเกี่ยวกับความฝันของคนๆ หนึ่ง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน มันเล่าเรื่องมุมมองของโลกต่อคนๆ หนึ่งที่คลั่งไคล้ต่ออะไรสักอย่าง หนังน่ารัก ดูเหมือนจะเกินจริงแต่กลับจริงจนเราต้องเสียน้ำตาให้ หนังเข้าไทยแค่เฮ้าส์ที่เดียวแต่กลับเต็มทุกรอบ

หนังที่ประทับใจไม่ต้องเป็นฟอร์มใหญ่อะไรเลย 

THE BIG SICK – รักมันป่วย (ซวยแล้วเราเข้ากันไม่ได้)

ถ้าจะมีหนังโรแมนติกสักเรื่องหนึ่งที่หลุดเข้ามาอยู่ในโผนี้ คงไม่มีเรื่องไหนทำได้นอกจาก ‘The Big Sick’ หนังที่มีพระเอกเป็นหนุ่มแขก มีนางเอกที่ก็ไม่ได้สวยอะไรมากมาย เป็นหนังที่ดูไม่น่าขายได้ง่ายอะไรเลย แต่กลับเป็นหนังที่พูดถึงหลายเรื่องและร้อยรวมกันได้อย่างลงตัว สร้างจากเรื่องจริงๆ ของพระเอก Kumail Nanjiani ที่นำมาแต่งเติมอีกนิดหน่อย

หนัง ‘The Big Sick’ รักมันป่วย (ซวยแล้วเราเข้ากันไม่ได้)

มันเป็นของหนุ่มปากีที่อาศัยในอเมริกา ฝันที่จะเป็นเดี่ยวไมโครโฟน รักกับสาวผิวขาว ต่างเชื้อชาติและต่างขนบความคิด เรื่องราวที่ชวนหัวเราะได้พร้อมๆ กับชวนเสียน้ำตา นักแสดงเล่นกันอย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าเล่าประเด็นความจริงของสังคมมนุษย์ได้อย่างหนักแน่น

ถ้าไม่ยกให้เป็นหนังรอมคอมแห่งปีก็ไม่รู้จะอย่างไรแล้ว!

KIMI NO SUIZO WO TABETAI – ตับอ่อนเธอนั้น ขอฉันเถอะนะ

ปี 2560 เป็นอีกปีที่มีหนังญี่ปุ่นเข้ามาฉายในไทยมากทีเดียว หลายเรื่องก็พอจะเบียดๆ ขึ้นมาสร้างความประทับใจให้กับนายแพทได้ แต่ไม่มีเรื่องไหนที่ลงตัวได้เท่ากับเรื่องนี้ หนังมีชื่อญี่ปุ่นว่า ‘Kimi No Suizo Wo Tabetai’ หรือในชื่อไทย ‘ตับอ่อนเธอนั้น ขอฉันเถอะนะ’ เรื่องความรักเมื่อครั้งวัยเยาว์ที่ผ่านไปนานแล้ว แต่ถูกสถานที่พามันย้อนกลับมาเขย่าใจให้ไหวได้อีกครั้ง

ภาพจากหนัง ‘ตับอ่อนเธอนั้น ขอฉันเถอะนะ’

เรื่องของเด็กหนุ่มห้องสมุดที่กลายมาเป็นครูผู้ต้องไปจัดการห้องสมุดแห่งเดิมที่เขามาความหลังกับสาวน้อยร่วมห้องที่จากไปเพราะโรคตับอ่อน เล่าเรื่องได้ชวนอินกินน้ำตา  Minami Hamabe เป็นสาวหน้าใสที่อาจไม่ได้สวยมากแต่ความสดใสเป็นธรรมชาติ ชวนให้หลงรักได้ไม่ยากเย็น หนังทำเสียน้ำตาซ้ำแล้วซ้ำอีก แถมบางตัวละครมาเพื่อฉากเดียวแต่เก็บแต้มฉากน้ำตาตกได้ชะงัด เป็นหนังญี่ปุ่นที่ลงตัวตลอดทั้งเรื่อง ไม่มีช่วงไหนอึนๆ ไม่มีช่วงบอกไม่ถูก ทุกช่วงมันดีไปหมด

ยกให้เป็นหนังญี่ปุ่นที่ชอบที่สุดในปีที่ผ่านมาไปเลย

WONDER – ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์

นอกเหนือจากหนังสตาร์วอร์สจริงๆ กับหนังที่มีกลิ่นอายของสตาร์วอร์สลอยวนๆ อยู่ในนั้น (‘Brigsby Bear’) ก็ยังมีหนังที่ใส่เรื่องของความรักในสตาร์วอร์สเข้าไปอยู่ในนั้นอีก มันคือ ‘Wonder’ หนังที่ว่าด้วยเด็กชายคนหนึ่งที่เกิดมาพร้อมกับโรคร้าย ทว่าพ่อแม่ของเขาทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้เขามีชีวิตรอด อ๊อกกี้ (Jacob Tremblay)​ ต้องเติบโตมามีหน้าตาที่อัปลักษณ์ในสายตาคนทั่วไป ถึงวันที่เขาต้องเข้าเรียนครั้งแรก ต้องพบเจอกับเหตุ bully ในโรงเรียนและต้องฝ่าฟันกว่าจะเข้มแข็งจนอยู่ในสังคมได้

Jacob Tremblay ในหนัง ‘ชีวิตมหัศจรรย์วันเดอร์’

เมื่อหนังไม่ได้เล่าเรื่องที่มีหนูน้อยอ๊อกกี้เป็นศูนย์กลาง หากเล่าเรื่องทุกตัวละครที่ต่างมีมุมมองของตัวเอง เราจึงพบแง่มุมดราม่าในทุกตัว หนังสร้างความเข้าใจในผู้อื่น เข้าใจในความแตกต่าง และการยอมรับในตัวตนคนอื่นเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นหนังที่เรียกน้ำตาได้ตลอดเวลาที่ชม เพราะเราเข้าใจในความยากลำบากในชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าเขาจะหน้าตาปกติหรืออัปลักษณ์ หลายช็อตเราก็อาจจะมีประสบการณ์ร่วมอยู่บ้าง

หรือเพราะเสียน้ำตาเยอะ เลยประทับใจเรื่องนี้มากก็ไม่รู้นะ

WONDER WOMAN – วันเดอร์ วูแมน

มาถึงอีกเรื่องที่ชื่อคล้ายกันแต่ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย นี่มันเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่หญิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพี ‘Wonder Woman’ ที่แสดงโดยดาราสาวสวยหุ่นทะมัดทะแมง Gal Gadot เป็นซูเปอร์ฮีโร่ในเครือ DC Comics  กำกับโดยผู้หญิง Patty Jenkins และกลายเป็นหนังที่ดูสนุกเอาเรื่องที่สุดในบรรดาหนังฟากนี้ด้วยกัน อาจจะไม่ถึงกับกลมกล่อมไปเสียทั้งหมด แต่ด้วยหลายองค์ประกอบ ทำให้มันน่าดูมาก และน่าประทับใจมากๆ เช่นกัน

Gal Gadot มารับบท ‘วันเดอร์ วูแมน’

เรื่องราวที่เล่าถึงดินแดนอะเมซอนที่ซ่อนอยู่กลางมหาสมุทร โอบล้อมด้วยเมฆหมอกพายุหนาทึบทึบไม่มีใครผ่านเข้าไปถึง ดินแดนที่มีเพศหญิงเป็นใหญ่ ห้าวหาญเก่งกาจในเชิงต่อสู้ จนวันหนึ่งนักบินเทรเวอร์ เธอออกจากเกาะมากับเขา และกลายเป็น วันเดอร์ วูแมน หญิงแกร่งที่ปกป้องชายหนุ่ม ลีลาฉากแอ็คชั่นสโลว์โมชั่น และนางเอกสวยเป๊ะทุกฉาก ดูเพลินตลอดทั้งเรื่องเลยแหละ

จริงๆ อยากแนะนำอีกเรื่องด้วย นั่นคือ ‘Professor Marston and the Wobder Women’ แนะนำว่าควรดูประกอบไปด้วยกันเพื่อให้รู้จักที่มาที่ไปของซูเปอร์ฮีโร่ตัวนี้ให้มากขึ้น

ฉลาดเกมส์โกง – BAD GENIUS

ปีที่แล้ว มีหนังไทยหลายเรื่องเลยแหละที่ได้ดู แต่ก็มีอีกหลายเรื่องเช่นกันที่ไม่ได้ดู ในจำนวนนั้น มี ‘ฉลาดเกมส์โกง (Bad Genius)’ ที่อยู่ในขึ้นประทับใจจนต้องนายแพทหยิบยกมารวมไว้ในบทความนี้ ด้วยพล็อตที่เล่าเรื่องวัยรุ่นโกงการสอบที่ยังไม่เคยเห็นหนังไทยเรื่องไหนหยิบเอาเรื่องราวแบบนี้มาใช้สักที ประกอบไปการดำเนินเรื่อง นักแสดงและดนตรีประกอบที่ทำให้ลุ้นกันสุดตัว ก็เลยต้องบอกว่ามันออกมาโดดเด่นกว่าเรื่องใดๆ

หนังที่กระฉ่อนจีน ‘Bad Genius’ หรือ ‘ฉลาดเกมส์โกง’

หนังเรื่องที่เป็นการเปิดตัว นักแสดงหน้าใหม่ ออกแบบ – ชุติมณฑน์ กับเรื่องราวที่จิกกัดสังคมไทยในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะเรื่องราวในแวดวงการศึกษาและในรั้วโรงเรียน ผลงานการกำกับของ นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ที่เรียกได้ว่าดูโดดเด้งขึ้นมาจากเรื่องก่อนพอตัว แม้จะมีหลายเสียงค่อนขอดบทสรุปของเรื่องที่ดูหน่อมแน้มไปหน่อย ผิดกับฟอร์มหนังก็ตาม

อย่างที่บอก อาจไม่ดีพร้อม แต่ก็ยังถือว่าเป็นของดี

CALL ME BY YOUR NAME

ปีที่ผ่านมา มีหนังเล็กๆ ได้พื้นที่ในการเปิดให้ผู้ชมเข้ามาเสพเยอะพอสมควร แม้จะได้เพียงโรงสองโรงก็ตามที หนังหลายเรื่องก็ได้คำชมและกระแสที่ดี สร้างปรากฏการณ์เล็กๆ อย่างเช่นหนังเรื่องนี้ ทั้งที่มันเป็นหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวของเกย์ ชายรักชาย และมีฉายอยู่แค่เพียงโรงเดียว แต่มันก็เป็นหนังที่คนไทยได้มีส่วนสำคัญในผลงาน หนังเรื่องนี้ได้ผู้กำกับภาพเป็น สยมภู มุกดีพร้อม เลยนะครับ

ภาพหนัง ‘Call Me By Your Name’ 

ภาพยนตร์เรื่อง ‘Call Me By Your Name’ เล่าเรื่องในฤดูร้อนแถบอิตาลี เมื่อบ้านของหนุ่มน้อยได้มีโอกาสต้อนรับผู้ช่วยชั่วคราวของพ่อ ชายหนุ่มสูงวัยกว่าที่มาเปิดโลกให้เขาได้รู้จักกับความรักครั้งแรก งานภาพที่จัดวางมาอย่างเนี้ยบ เพลงประกอบที่เพราะมากๆ เรื่องราวที่ดูเป็นธรรมชาติ อบอุ่น และหม่นเศร้าในบางที ก็เหมือนรักครั้งแรกของใครๆ ที่ไม่มีวันจะลืมลง

เป็นหนังเล็กๆ ที่ดูแล้วเพลิน และบางคนน่าจะดูแล้วฟิน

LOGAN – โลแกน เดอะวูล์ฟเวอรีน

ปีนี้ กลายเป็นว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ถึงขั้นประทับใจถึงสองเรื่องด้วยกัน แถมมาจากคนละฝั่งอีกต่างหาก ‘Logan’ เป็นหนังภาคแยกภาคสุดท้ายของ Wolverine ที่แสดงโดย Hugh Jackman หนังเลือกจะข้ามไปเล่าช่วงที่มนุษย์กลายพันธุ์ถูกกวาดล้างจนเหลือน้อยเต็มที ที่เหลืออยู่ก็หลบซ่อนหรืออยู่แบบเนียนๆ ไป เป็นยุคดิสโทเปียกลายๆ โลแกนก็เช่นกัน เขาโรยรามากแล้วแม้จะเกือบคงกระพัน ขณะที่เซเวียร์นั้นถึงขั้นชราแล้วล่ะครับ

ภาพจากหนัง ‘โลแกน เดอะวูล์ฟเวอรีน’

นายแพทชอบโลแกนภาคนี้ เพราะมันเป็นหนังแอ็คชั่นดราม่า มากกว่าจะเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ ที่แทบจะไม่มีส่วนไหนรู้สึกจริงได้เลย ขณะที่ภาคนี้คือดึงความเป็นซูเปอร์ฮีโร่มาให้ดูเหมือนคนจริงๆ โลแกนจะได้เจอผู้สืบทอดเป็นเด็กสาว และเขาต้องกลับมาใช้พลังที่มีอีกครั้งเพื่อปกป้องเธอ หนังดูหดหู่และเศร้า ต่างจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป

หลายคนเลยไม่ชอบ แต่นายแพทชอบครับ

BABY DRIVER – จี้.[เบ]บี้.ปล้น

หนังบางเรื่องมันก็สร้างขึ้นมาจากเอกลักษณ์และความชอบเฉพาะตัวที่ตรงกับความชอบของเราเหมือนกันนะ อย่างเช่นหนังเรื่องนี้ มันอาจจะไม่ใช่หนังมีเนื้อหาหนักแน่นหรือหนักหน่วงอะไรนัก หากเป็นหนังที่ใช้เพลงเป็นตัวเดินเรื่อง ตัดต่อด้วยการซิงก์ระหว่างภาพกับเพลงได้อย่างสนุก และเป็นอย่างนั้นทั้งเรื่อง คล้ายๆ ว่ามันจะเป็นกิมมิกของหนังเลยก็ว่าได้ ‘Baby Driver’ ถ้าใครได้ดูอาจจะรู้สึกว่ามันมีความเป็นหนังเพลงอย่าง ‘La La Land’ รวมเข้ากับหนังซิ่งรถตระกูล Fast มีความตลก มันและโรแมนติกรวมๆ อยู่ด้วยกัน

ภาพจากหนัง ‘เบบี้ ไดรฟเวอร์​ จี้.[เบ]บี้.ปล้น’
หนังผลงานของ Edgar Wright ที่ได้ Ansel Elgort มาแสดงเป็นหนุ่มที่มีปัญหาในการได้ยิน เขาจึงใช้เพลงหูฟังเปิดเพลงตลอดเวลา และทุกๆ วินาทีของเขามีเพลงเป็นส่วนประกอบอยู่เสมอ ขณะที่พาร์ทโรแมนติก หนังก็มี Lily James ที่มีใบหน้าและคอสตูมเด็กเสิร์ฟที่ทำให้คนดูหลงรักเธอได้พร้อมๆ กับพระเอก

ใครชอบฉากซิ่งรถและฉากซิ่งรัก มักจะชอบเรื่องนี้

BLADE RUNNER 2049 – เบลด รันเนอร์ 2049

ภาพยนตร์บางเรื่องก็สร้างภาคต่อหลังผ่านไปเป็นสิบปี ทั้งที่ตอนฉายภาคแรกก็ไม่ค่อยปัง แต่กลายมาเป็นตำนานในเวลาถัดมา อย่างเช่น ‘Blade Runner 2049’ เรื่องนี้ที่คอหนังปัจจุบันให้เครดิตกับมันอย่างมาก ด้วยความล้ำทั้งด้านเนื้อเรื่องและงานวิชวล กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนังไซไฟหลายเรื่องในเวลาถัดมา ถูกผู้กำกับ Denis Villeneuve หยิบมาปัดฝุ่น คารวะสดุดี พร้อมใส่เรื่องราวที่ดูทันสมัยและใกล้เคียงกับจินตนาการต่ออนาคตตามบริบทของสมัยนี้ เลือกให้พระเอกเป็น Ryan Gosling ที่จะได้กลับไปเจอกับเบลดรันเนอร์คนดั้งเดิมอย่าง Harrison Ford

ภาพจากหนัง ‘เบลด รันเนอร์ 2049’

ด้วยงานวิชวลที่ก้าวหน้า ใส่จินตนาการเกี่ยวกับนครในอนาคตที่ดูสมจริงมากขึ้น แต่ก็ยังเล่นกับความเนิบนาบ เดินเรื่องด้วยความเงียบอยู่หลายช่วง ทำให้หนังค่อนข้างเนิ่นนานเอาการอยู่ แต่ซาวด์ดนตรีประกอบนี่โฉ่งฉ่างพอจะทำให้ไม่ง่วงได้พอสมควร เรื่องราวที่แทรกปรัชญาชวนคิดตามไปด้วย แถมไม่เน้นแอคชั่น อาจจะทำให้คอหนังชาวไทยไม่ค่อยถูกใจอยู่บ้าง

แต่สำหรับคนชอบหนังไซไฟและชอบวิชวลสวย นี่คือหนังที่ต้องดูเลยล่ะครับ

COCO – วันอลวน วิญญาณอลเวง

ปิดท้ายลิสต์หนังที่ผมประทับใจของปีที่แล้วด้วยแอนิเมชั่นอีกเรื่องก็แล้วกัน นี่คือภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องล่าจากพิกซาร์สตูดิโอ ‘Coco’ เรื่องราวที่หยิบความเป็นเมกซิกันมาใช้สร้างสรรค์พล็อต ที่จะว่าไปมันค่อนข้างใกล้เคียงกับวิถีคิดแบบเอเชียตะวันออกอยู่มากพอดู มันคงไม่แปลกที่จะทำรายได้ในเอเชียค่อนข้างมาก หนังเล่าเรื่องของครอบครัว ความรัก ความฝัน ไอดอล/ฮีโร่ บรรพบุรุษ และโลกแห่งความตาย ทุกอย่างร้อยรวมกันอยู่ในหนังเรื่องเดียว

ภาพจากแอนิเมชั่น ‘วันอลวน วิญญาณอลเวง’

หนังเล่าเรื่องของเด็กน้อยผู้รักในเสียงดนตรีทว่าอยู่ในครอบครัวที่เกลียดเสียงดนตรี พรสวรรค์ในการร้องและเล่นกีตาร์ถูกเก็บงำไว้ จนวันหนึ่งเขาได้เข้าไปยังโลกแห่งความตายที่ที่เขาจะได้พบกับไอดอลที่เป็นแรงบันดาลใจของตัวเอง และที่นั่นเขาจะได้พบเจอกับบรรพบุรุษของตัวเอง หนังภาพสวยและสอดแทรกแง่คิดดีๆ ตามแบบฉบับของพิกซาร์ มีฉากหนึ่งที่สามารถเรียกน้ำตาได้ทุกคนที่เข้าไปชม

ใครๆ ก็ต่างประทับใจกับแอนิเมชั่นพิกซาร์เรื่องนี้

– – –

จริงๆ ยังมีอีกหลายเรื่องเลยที่เกือบจะติดโผ อย่าง Dunkirk, Loving Vincent, Stronger, The Red Turtle, It, Silence, A Silent Voice และอีกหลายเรื่อง เพียงแต่ยังสร้างความประทับใจให้กับนายแพทได้ไม่ 13 เรื่องที่ว่ามานั่นเท่านั้นเอง

ไว้ปีหน้าค่อยมาจัดลิสต์ใหม่เนอะ 

PatSonic Blog Comment

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here