SHARE

เก้าโมงเช้า… ตื่นมาอย่างสาย คงเพราะความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางตลอดทริปที่ผ่านมา หรือเพราะบาร์คาดี้ 1 ขวดก่อนเข้านอนเมื่อคืน หรือเพราะห้องมันเย็นสบาย เตียงมันนุ่มจนนอนเพลินก็ไม่รู้ ได้ยินเสียงโทรศัพท์จากเพื่อนห้องตรงข้ามโทรมาปลุก จึงได้รีบลุกไปล้างหน้าล้างตา ลงไปทานอาหารเช้าก่อนจะหมดเวลา

วันนี้ คือ วันสุดท้าย ทริปของพวกเรา

สมาชิกของทริป 3 คนจะกลับกันก่อนด้วยรถยนต์คันเดียวกับที่ขับมา และที่ผมนั่งมาเกือบตลอดการเดินทาง พวกเขาเก็บของเรียบร้อยและเอามาวางไว้ในกระโปรงหลังรถในตอนที่ผมเดินลงมา พวกเขามาส่งเราถึงร้านอาหาร ก่อนจะโบกลากัน มองตามไปด้วยสายตาละห้อย จากนี้ เพื่อนร่วมเดินทางคงเหลือเพียงเรา 5 คน

โรงแรมยูเรเซีย เชียงใหม่

ข้าวเช้าตกถึงท้องไม่ได้มากมาย ต้องรีบขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวและเก็บข้าวของเพื่อเช็กเอาต์ออกมาจากโรงแรม วันสุดท้ายใน “เชียงใหม่” คือการนั่งรถไปตามจุดหมายที่วางไว้ 2 ที่ กับอีกหนึ่งจุดหมายที่ไม่ได้วางเอาไว้เลย ผมกลับมานั่งรถเช่าคันเดิมอีกครั้ง

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม 2554

เริ่มต้นด้วยการขับรถไปตามทางจะขึ้นปายในหนแรก แต่จุดหมายเราคือ “ม่อนแจ่ม” เนินเขาที่มีดอกไม้นานาพันธุ์ อากาศหนาวเย็น และหมอกที่ลอยผ่านไปอย่างเร็ว กว่าจะขึ้นไปถึง เราต้องผ่านเส้นทางที่คดเคี้ยวอีกครั้ง แต่ในที่สุด เราก็เอาชีวิตรอดไปจนถึงที่นั้น มีลานดินให้จอดรถ ตีเส้นไว้ให้อย่างดี พร้อมมีของขายอยู่จำนวนหนึ่ง ทุกคนจัดแจงเพิ่มเสื้อกันหนาวอีกชั้นเพราะอากาศมันหนาวจริงๆ

11.50 น.

เดินขึ้นไปบนเส้นทางลาดชัดจนในที่สุดก็ถึงม่อนแจ่ม ผู้คนมากมายที่รวมกันอยู่บนนั้นจนยากจะหามุมถ่ายรูปที่เห็นเพียงต้นไม้อีกต่อไป แต่กระนั้น ก็ยังพอจะหามุมมาถ่ายได้อยู่ประมาณหนึ่ง บนเนินเล็กๆ แห่งนั้น กำลังถูกพัฒนาให้มีจุดท่องเที่ยวที่ครบครันมากขึ้น นอกเหนือไปจากร้านอาหารที่มีอยู่แล้ว แต่เหนืออื่นใด เรามาเก็บบรรยากาศ เราไม่ได้ทานอาหาร

ม่อนแจ่ม เชียงใหม่

ระหว่างเดินออกมา ก็แอบไปเห็นการละเล่นของชาวเขาที่เอามาเป็นกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว นั่นคือ รถแข่งแบบฉบับชาวเขา รถไม้ที่ใช้วิธีปล่อยให้ไหลลงมาตามทางที่ลาดชัน น่าสนุกดี แต่ไม่ได้เล่น เดินกลับลงทางเก่า มาถึงรถที่จอดอยู่ ได้เวลาหิวกันแล้วสินะ

ดอกไม้สวยๆ จากม่อนแจ่ม เชียงใหม่

ลงจากม่อน ผ่านร้านขายสตรอเบอร์รี่มากมาย หลายที่เปิดพื้นที่ขายไว้ริมทาง ถัดไปเบื้องหลังเป็นไร่ที่เปิดให้เข้าเที่ยวชม บางทีก็ไปเจอเพียงต้นสตรอเบอร์รี่ที่ยังลูกเล็กๆ อยู่เลย จึงพาให้สงสัยว่า แล้วที่เขาขายอยู่เบื้องล่างนั้นมันมาจากไหน

13.40 น.

เข้าเมืองมาตามหาร้านอาหารที่ปักหมุดกันไว้ เดินทางมาตามเส้นทางที่ Google Maps บอก ในที่สุดเราก็มาถึง “วัดฟ้าฮ่าม” บนถนนเจริญราษฎร์ ที่เราใช้เป็นที่จอดรถและเข้าห้องน้ำ ยอมรับเลยทำห้องน้ำไว้ดูดีและสะอาดมากๆ หลังจากนั้น เราก็เดินออกทางประตูเล็กข้างๆ วัดซึ่งก็จะโผล่มาเจอกับร้านข้าวซอยขึ้นชื่อร้านหนึ่ง

“ข้าวซอยเสมอใจ” ร้านข้าวซอยที่อยู่ติดกับวัดฟ้าฮ่าม ที่ผมเองก็เคยมาชิมรสข้าวซอยที่นี่มาหนหนึ่งแล้ว ด้วยรูปแบบการขายในลักษณะคูปอง มีร้านย่อยๆ หลายร้านต่างเมนูอยู่ข้างใน คนจะเยอะมากเกือบตลอดเวลาแต่เราโชคดีที่ได้โต๊ะทันทีที่ไปถึง เราจึงได้สั่งมาทั้ง ข้าวซอย หมูสะเต๊ะ และไส้อั๋ว อิ่มหนำสำราญกันไป

14.55 น.

เวลาของเราบนดินแดนเชียงใหม่เหลืออีกไม่มากแล้ว แต่ยังพอมีเหลือพอสำหรับการขับรถไปยังสถานที่สุดท้าย เมื่อมีคนเอ่ยขึ้นมาว่าอยากหาที่ดื่มกาแฟ อยากให้ลองหาสักที่สำหรับดื่มกาแฟกันยามบ่าย แต่ผมกลับนึกถึงที่แห่งหนึ่งขึ้นมา ผมบอกว่ามันอาจจะไม่มีกาแฟรสเลิศในทานนะ แต่เคยไปมาแล้ว บรรยากาศดีมาก จะสนใจมั้ย? ผมแนะนำ “เวียงจูมออน” ร้านชาบรรยากาศเลิศริมน้ำปิงให้แทน เป็นร้านชาสีชมพูที่มาชาจากผลไม้หลากหลายชนิดให้เลือกสั่ง เมื่อเดินเข้าไป เราจะได้กลิ่นชาหอมๆ อบอวลรอบตัว เพราะมันมีแต่ชาชนิดต่างๆ ที่เขาจำหน่ายในแพ็คเกจสวยพรู เดินไปอีกจนถึงเคาน์เตอร์ เราก็จะเห็นบริเวณที่นั่งที่มีทั้งในร่มของอาคารและโอเพ่นแอร์มีแดดโลมเลีย

แล้วต่างคนต่างก็สั่งกันมาคนละเมนู มีเพียงผมกับเพื่อนอีกคนที่สั่ง Vanilla Sky เหมือนกัน แต่ก็ได้ชิมทุกเมนูที่สั่งมา พร้อมด้วยขนมจานเล็กๆ อย่าง Strawberry Panna Cotta ยอมรับว่า ร้านนี้สร้างสรรค์เมนูต่างๆ ที่ทำมาจากชาชนิดต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย จนหากดูเพียงเผินๆ ก็อาจมิรู้ว่ามันเป็นชา เมื่อรวมเข้ากับบรรยากาศแล้ว ก็ยิ่งอิ่มเอมกับการลิ้มรสชาต่างๆ อย่างยิ่ง

Strawberry Panna Cotta ของร้านเวียงจูมออน

น่าเสียดายที่คราวนี้ สะพานคนเดินที่ข้ามแม้น้ำปิงปิดเพราะชำรุด เลยไม่ได้เดินข้ามไปตลาดวโรรสด้วยการเดินเท้าข้ามแม่น้ำ แต่ในที่สุดก็ใช้วิธีขับรถข้ามไปจอดอยู่แถวๆ นั้นแล้วเดินไปช้อปปิ้งกันอีกที

ได้เวลากลับกรุงเทพฯ กันแล้วล่ะ

17.00 น.

รถยนต์คันที่เราใช้ขับขึ้นลงเขาโน้นเขานี้มาตลอด 3 วัน กำลังจะถูกคืนยังบริษัทที่เป็นเจ้าของ เมื่อเรามาจอดที่หน้า “สถานีรถไฟเชียงใหม่” สถานที่เดียวกับวันที่เรามาถึง เย็นย่ำแล้ว ได้แต่เก็บข้าวของแล้วเดินไปขึ้นรถไฟ คราวนี้เราได้รถนอน และเป็นครั้งแรกที่ผมขึ้นรถไฟแล้วได้เตียง มันเริ่มเคลื่อนออกจากสถานีเชียงใหม่อย่างตรงเวลา ฟ้าเริ่มมืดลงทุกที การสื่อสารผ่านสมาร์ทโฟนทำให้เสมือนผมกับเพื่อนอีกกลุ่มยังคงไม่ไกลกัน

แต่แล้วก็พบว่า เมื่อเราเข้าสู่โซนที่สัญญาณไม่ดี การสื่อสารก็ติดๆ ขัดๆ เหมือนเราไกลกันอยู่ดี

ราวทุ่มเศษๆ เจ้าหน้าที่ก็มาจัดการแปลงเก้าอี้ของเราให้กลายเป็นเตียงนอน มีทั้งเตียงชั้นสองที่เล็กกว่าเตียงชั้นล่าง กว่าจะข่มตาให้หลับลงได้ก็ผ่านไปยามสามได้กระมัง อย่างน้อยก็ยังดีกว่าขามา

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม 2554

09.00 น.

รถไฟไทยพาพวกเรามาถึงสถานชุมทางบางซื่อ เป็นจุดที่ผมต้องลงจากรถในสภาพโสลเสล จากการเดินทางมาตลอดเป็นพันกิโลเมตร พลังชีวิตเริ่มเหลือน้อย พยายามรวบรวมพละกำลังเท่าที่มี แบกกระเป๋าในบนหลังแล้วเดินทางกลับบ้าน

ถึงห้อง เห็นเตียงนอน บอกกับตัวเองว่า “ได้เวลาหลับตาลงอีกครั้งแล้ว…”

PatSonic Blog Comment

LEAVE A REPLY