เหมือนจะทิ้งไว้นาน หลังจากหนังชีวประวัติเรื่องนี้เข้าฉายในไทยแล้วไม่ได้ไปดู จนมันขึ้นฉายแบบสตรีมมิ่ง ก็ยังปล่อยมันไว้อย่างนั้น จนวันนี้ ถึงเวลาได้ถูกเปิดรับชมมันสักที เรื่องราวของศิลปินนักร้องนักแต่งเพลงระดับซูเปอร์สตาร์ของโลกใบนี้ ที่ในที่สุด ก็มีคนทำออกมาให้เราดูกันสักที หนังเรื่องนี้ ‘Michael’ หรือชื่อไทย ‘ไมเคิล’ ที่จะเล่าเรื่องชีวิตของ ไมเคิล แจ็คสัน นั่นเองแหละครับ
บทความนี้มีอะไรบ้าง?
คิดเห็นเช่นไรกับหนังชีวประวัติซูเปอร์สตาร์ของโลกเรื่องนี้?
หนังจาก Antoine Fuqua ที่พาเราไปเจอกับโลกของบุคคลผู้ที่เกิดมาเพื่อเป็นไอคอนด้านเสียงเพลงของโลกใบนี้ พาไปเจอกับเรื่องราววัยเด็กสมัยเริ่มต้นกับวงดนตรีพี่น้องอย่าง เดอะแจ็คสันไฟฟ์ จนโตมาเพื่อกลายเป็นศิลปินเดี่ยว แต่ต้องรับมือกับการถูกครอบงำจากผู้เป็นพ่อ สะท้อนการเติบโตของเด็กคนหนึ่งสู่วัยผู้ใหญ่ที่ต้องรับมือกับพ่อของตัวเอง พร้อมกับรายละเอียดชีวิตที่คนไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้อย่างเรา บางอันก็เพิ่งได้รับรู้ พร้อมเบื้องหลังความโด่งดังของเพลงและเอ็มวีบางตัว พลาดไม่ได้คือ ลีลาการแสดงสดบนเวทีที่นักแสดงนำทำได้เหมือนกับตัวจริงมากๆ
ทีนี้ ก็คือต้องรอการมาของภาคที่เหลือแล้วสินะ
เรื่องย่อหนัง ‘Michael’
แน่นอนว่า หนังมันเล่าถึงชีวประวัติของซูเปอร์สตาร์ชื่อก้องที่มีต้นกำเนิดจากเมืองแกรี่ รัฐอินเดียน่า โดยเริ่มต้นในช่วงวัยสิบขวบของ ไมเคล แจ็กสัน (Juliano Valdi) ในตอนเริ่มต้นของวง ‘เดอะแจ็คสันไฟฟ์’ ของเขากับพี่น้องอีก 4 คน ที่อยู่ในความดูแลของโจเซฟ (Colman Domingo จากหนังเรื่อง ‘Lincoln’ และ ‘The Electric State’) ผู้พ่อที่พยายามเคี่ยวเข็ญลูกให้ก้าวขึ้นเวทีอย่างสมบูรณ์แบบ เขาเป็นทั้งพ่อและผู้จัดการวงที่ค่อนข้างเข้มงวดและเผด็จการ
ก่อนที่เขาจะเติบโตขึ้นเป็นไมเคลิวัยหนุ่ม (Jaafar Jackson) ที่พยายามจะเติบโตในฐานะศิลปินเดี่ยว เขาได้ทำงานกับจอห์น บรังกา (Miles Teller จากหนังเรื่อง ‘Top Gun: Maverick’) ผู้เคยดูแลวงบีชบอย แต่ต้องดีลกับความพยายามครอบงำของโจเซฟผู้เป็นพ่อ
รีวิวหนัง ‘ไมเคิล’
เราก็เป็นคนนึงบนโลกที่เคยโตมากับเพลงของไมเคิล แจ็คสัน ได้แค่เพียงรู้ว่าเขาเคยเป็นสมาชิกของ เดอะแจ็คสันไฟฟ์ ที่มีเพลงดังอย่าง ‘I’ll Be There’ แต่เราไม่ได้รู้จักอะไรเขามากขนาดนั้น สมัยวัยรุ่นก็เคยแค่ได้แต่เงี่ยหูฟังตอนเขามาทัวร์คอนเสิร์ตที่สนามศุภชลาศัย กับได้เห็นภาพของเขามาเยี่ยมร้าน Tower Records แต่ครั้งนี้ จะเป็นการทำความรู้จักกับซุปตาร์ของโลกคนนี้ให้มากขึ้น
เลยได้รับรู้ว่า ไมเคิล แจ็คสัน เป็นเด็กที่ต้องเติบโตเพื่อเป็นคนดังตั้งแต่ยังเด็ก ภายในการเข้มงวด เคี่ยวเข็ญแกมบังคับของผู้เป็นพ่อ ที่มักจะกรอกใส่หูเขาอยู่ตลอดเวลาว่า
“ชีวิตเราถ้าไม่เป็นผู้ชนะ ก็ต้องเป็นไอ้ขี้แพ้”
แต่นั่นก็ทำให้เขาต้องสูญเสียวัยเด็กแบบที่เด็กธรรมดาทั่วไปพบเจอ เขาต้องอยู่ท่ามกลางแสงไฟ ถูกมองว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่โด่งดัง และเมื่อเขาโตขึ้น เมื่อเขาต้องจะปลีกตัวเองมาออกอัลบั้มเดี่ยว ความขัดแย้งระหว่างพ่อลูกก็เลยวนเวียนอยู่รอบตัวเรื่อยมา
สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามเรื่องส่วนตัวของเขามากมายนัก เลยได้รู้จักรายละเอียดบางส่วนเสี้ยวในชีวิตของเขา เรื่องที่ชอบเอาสัตว์มาเลี้ยงจนบ้านแทบจะกลายเป็นสวนสัตว์ขนาดย่อม มีทั้ง ลามะ ลิงชิมแปนซี งูเหลือม แล้วก็ยังมียีราฟ นับว่าไม่เหมือนใครจริงๆ
นอกจากนี้ ก็ยังได้รู้ว่า เขาเคยอยู่โมทาวน์ ค่ายเพลงที่คุ้นชื่อมานาน ในเรื่องก็เลยมี ซูซานน์ เดอ พลาสส์ (Laura Harrier) มาปรากฏตัวด้วย จากนั้นก็ได้เจอกับ กอร์ดี้ (Larenz Tate) โปรดิวเซอร์ในห้องอัด ผู้ได้ใจไมเคิลจนโจเซฟรู้สึกถูกแย่งความสำคัญ ส่วนคนสำคัญอีกคนในชีวิตของไมกี้ก็คือ บิล เบรย์ (KeiLyn Durrel Jones จากซีรีส์ ‘How to Die Alone’) หัวหน้าการ์ดที่ให้คำแนะนำดีดี และอยู่เคียงข้างเขามาตลอด
แล้วก็ยังมี ควินซี่ โจนส์ (Kendrick Sampson) คนที่โปรดิวซ์ในงานเดี่ยว และต้องไม่ลืม การเข้าค่ายยักษ์ใหญ่อย่างซีบีเอส ทำให้เขาได้พบกับ จอห์น บรังกา คนที่พาเขาก้าวสู่ความรุ่งโรจน์ ไหนจะมี ดอน คิง (Deon Cole) โปรโมเตอร์มวยชื่อดังสมัยนั้นที่ถูกโจเซฟดึงเข้ามาเกี่ยวข้องอีก
ในระหว่างทางของการเป็นศิลปินระดับโลก เขาก็ทำกิจกรรมไปเยี่ยมเด็กป่วยในโรงพยาบาลด้วย มีทั้งรายละเอียดของการเป็นโรคด่างขาว และการทำศัลยกรรมจมูก เช่นเดียวกับการต้องทำเพลงใหม่ ทำให้เราได้เห็นแรงบันดาลใจจากข่าวในทีวีและหนังที่เป็นที่มาของเพลงสำคัญ รวมไปถึงเหตุสะเทือนใจเมื่อไฟไหม้ศีรษะระดับสาม สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามใกล้ชิด นี่ก็ถือเป็นของใหม่เลยนะ
Tagline: Discover the making of a king. / The origin of an icon. / His story begins. / You’re confident. You’re strong. You’re beautiful. You’re the greatest of all time.
โดยรวมของหนังภาคนี้ มันคือการเล่าถึงช่วงเวลาของการเติบโตของซูเปอร์สตาร์คนนึง ที่ต้องผ่านการถูกเคี่ยวกรำจากผู้เป็นพ่อ เมื่อโตมาและกลายเป็นศิลปินเดี่ยว ก็ยังต้องมารับมือกับการถูกครอบงำจากพ่อตัวเองอีก
ต้องชื่นชมนักแสดงทุกคนที่สวมบทเป็นไมเคิลทั้งตอนเด็กและตอนโต เสียงดี ร้องดีจริงๆ โดยเฉพาะ Jaafar Jackson ที่หน้าตาคล้ายไมเคิลมาก เขาต้องสวมบทบาท เลียนแบบท่าทาง และลีลาการเต้นได้เหมือนกับต้นฉบับมากจริงๆ
แต่หนังก็มีส่วนดีอยู่มากมาย เพลงช่วงแรกอาจจะไม่คุ้นหูนักเพราะไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ แต่ก็ได้เห็นเพลงดังอยู่ในหนังเพียบอยู่ เพลงหนึ่งใช้ในฉากเบื้องหลังการถ่ายทำเอ็มวี อีกเพลงใช้ในฉากการแสดงสด ก่อนจะไปถึงเพลงสุดท้ายบนเวทีใหญ่ ตอกย้ำความเป็นซูเปอร์สตาร์ระดับไอคอน และก่อนจะบอกว่า เรื่องราวยังไม่จบนะ บอกให้ผู้ชมรอคอยภาคถัดมากันไป
น่าเสียดายนิดหน่อย ที่หนังไม่ได้พูดถึงพี่สาวอีกคนของไมเคิลสักเท่าไหร่ เธอเป็นคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในแสงเหมือนคนอื่น ซึ่งมันอาจจะดีกับเธอก็ได้ แต่ในเมื่อมันเป็นหนังชีวประวัติของไมเคิล มันก็เลยต้องตัดบทบาทของเธอไปนั่นแหละ
รายละเอียดเกี่ยวกับหนัง
| ชื่อภาพยนตร์ | Michael / ไมเคิล |
| กำกับ | Antoine Fuqua |
| เขียนบท | John Logan |
| แสดงนำ | Jaafar Jackson, Colman Domingo, Juliano Valdi, Nia Long, KeiLyn Durrel Jones, Miles Teller |
| แนว/ประเภท | ชีวประวัติ, ดราม่า, ประวัติศาสตร์, เพลง |
| เรท | PG-13 |
| ความยาว | 127 นาที |
| ปี | 202 |
| สัญชาติ | สหรัฐอเมริกา |
| เข้าฉายในไทย | 23 เมษายน 2026 |
| ผลิต/จัดจำหน่าย | Lionsgate, GK Films, Optimum Productions, Quebec Film and Television Tax Credit, Universal Pictures |
คะแนนหนัง ไมเคิล
พล็อตและบท - 8
การแสดง - 8.5
การดำเนินเรื่องและการตัดต่อ - 8.5
เพลงและดนตรีประกอบ - 8.5
งานถ่ายภาพ เทคนิคพิเศษ และโปรดักชัน - 8
8.3
Michael
หนังจาก Antoine Fuqua ที่พาเราไปเจอกับโลกของบุคคลผู้ที่เกิดมาเพื่อเป็นไอคอนด้านเสียงเพลงของโลกใบนี้ พาไปเจอกับเรื่องราววัยเด็กสมัยเริ่มต้นกับวงดนตรีพี่น้องอย่าง เดอะแจ็คสันไฟฟ์ จนโตมาเพื่อกลายเป็นศิลปินเดี่ยว แต่ต้องรับมือกับการถูกครอบงำจากผู้เป็นพ่อ สะท้อนการเติบโตของเด็กคนหนึ่งสู่วัยผู้ใหญ่ที่ต้องรับมือกับพ่อของตัวเอง พร้อมกับรายละเอียดชีวิตที่คนไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้อย่างเรา บางอันก็เพิ่งได้รับรู้ พร้อมเบื้องหลังความโด่งดังของเพลงและเอ็มวีบางตัว พลาดไม่ได้คือ ลีลาการแสดงสดบนเวทีที่นักแสดงนำทำได้เหมือนกับตัวจริงมากๆ ทีนี้ ก็คือต้องรอการมาของภาคที่เหลือแล้วสินะ
