ในโลกปัจจุบันนี้ที่ใครๆ ต่างก็ใช้มือถือเพื่อเก็บข้อมูลส่วนตัวไว้ในนั้น และใช้มันทำกิจกรรมหลากหลายอย่าง จนเราขาดมันไม่ได้เลย ทำให้ซีรีส์และหนังหลายเรื่องใช้เหตุนี้สร้างพล็อตแนวระทึกขวัญขึ้นมา อย่างเช่นเรื่องนี้ ‘Mousetrap‘ หรือชื่อไทย ‘กับดักจับลวง’ ซีรีส์เกาหลีในเน็ตฟลิกซ์ที่ว่าด้วยเรื่องของการขโมยตัวตนเพื่อจุดประสงค์บางอย่างที่ชวนสืบหาว่ามันคืออะไร 10 ตอนเองนะ สตรีมรวดเดียวเลยอีกต่างหาก ดูกันมั้ย?
คิดเห็นเช่นไรกับซีรีส์เกาหลีเรื่องนี้?
เหมือนคนเขียนบทตั้งใจหยิบใช้ความที่คนสมัยนี้ใช้มือถือกับทุกกิจกรรมในชีวิต สุดท้ายถ้าจะมีคนขโมยตัวตนไปใช้ก็อาจง่ายดาย แต่ไม่ถึงกับเบ็ดเสร็จ เรื่องราวของความคิดอิจฉา การต้องถูกพรากหลายสิ่งที่รักไป การฉกฉวยชีวิตของอีกคนไปเป็นของตนเอง ความไม่ภาคภูมิใจในสิ่งที่เป็นจนต้องหาทางใช้ชีวิตในชื่อคนอื่น ก่อเกิดเป็นบทซีรีส์แนวสืบสวนทริลเลอร์ที่วุ่นวายชวนปวดหัวอยู่ไม่น้อยเลย
สุดท้ายก็จะพบว่า ไม่มีตัวละครไหนเลยที่เป็นคนดีจริงๆ ทุกคนต่างก็หาเหตุเพื่อก้าวข้ามไปสู่ด้านเลวร้ายด้วยกันทั้งนั้น
เรื่องย่อซีรีส์ ‘Mousetrap’
เจมุนแจ (Ryu Jun Yeol จากซีรีส์ ‘The 8 Show’ และ ‘Reply 1988’) ชายหนุ่มนักเขียนผู้สันโดษที่กักขังอยู่ในบ้านมานาน 3 ปีเพราะมีอาการแพนิคจากเหตุที่แม่ตายในรถที่จมน้ำและพ่อหายไป เขาเป็นนักเขียนลึกลับที่เขียนนิยายกี่เรื่องก็โด่งดัง แล้ววันหนึ่งโลกก็เปลี่ยนไป เมื่อเขาไม่สามารถสแกนลายนิ้วมือเข้าแอปธนาคารได้ เขาไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ แม้แต่อพาร์ตเมนต์ห้องที่เขาคิดว่าเป็นเจ้าของก็กลายเป็นของคนอื่นไป
เขาจึงต้องพยายามอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเขาเองนี่แหละที่คือเจมุนแจ แต่ก็มองไม่เห็นหนทางใด แถมตัวตนของเขายังได้ถูกขโมยไปโดยสมบูรณ์แล้ว
มีเรื่องน่าแปลกบางอย่างเกิดขึ้นกับมุนแจ เพื่อนร่วมรุ่นที่เป็นนักบัญชี ซนซูฮยอน (Mu Jin Sung จากซีรีส์ ‘Typhoon Family’) กลับลาออกไปอย่างกะทันหัน ทั้งๆ ที่บ้านและบัญชีธนาคารของเขานั้นเป็นชื่อของเพื่อนคนนี้
ต่อมา เขาก็ได้รู้ว่าตัวเองได้ถูกบุคคลลึกลับที่เรียกว่า ‘เดอะแรท’ เป็นคนขโมยตัวตนของเขาไป จับพลัดจับผลู มุนแจได้จับคู่กับ โนจา (Sul Kyung Gu จากซีรีส์ ‘Hyper Knife’) เป็นนักทวงหนี้ที่มีกิจการเป็นสำนักงานนับสืบ และแท้ที่จริง เป็นมุนแจที่ติดหนี้มา 3 ปี การร่วมมือกันครั้งนี้ก็เพื่อจะติดตามเดอะแรทเพื่อทวงคืนตัวตนและเงินกลับคืนมานั่นเอง
รีวิวซีรีส์ ‘กับดักจับลวง’
ตัวละครสำคัญของซีรีส์เรื่องนี้ เท่าที่ดูเนี่ย มันก็มีอยู่แค่สามตัวหลัก หนึ่งคือ เจมุนแจ หนุ่มนักเขียนที่เป็นแพนิค ออกไปไหนไม่ได้ แต่เพราะดันไว้ใจเพื่อนมากเกิน อะไรก็ให้เป็นชื่อเพื่อนหมด ยิ่งทำให้ถูกยึดครองตัวตนได้ง่ายเข้าไปอีก สองก็คือ โนจา เจ้าของสำนักงานนักสืบที่มุนแจต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยเนี่ยแหละ
และคุณที่สามก็คือ พัคซุนยง (Lee Kyoo Hyung จากซีรีส์ ‘Typhoon Family’) ตำรวจสายสืบที่ได้รับเบาะแสเกี่ยวกับหญิงสาวฆ่าตัวตายในแม่น้ำฮัน พร้อมข้อมูลเกี่ยวกับ คิมยองกึน อาชญากรที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันผิดกฎหมาย (ซึ่งอีกชื่อของเขาคือ โนจา) แต่ดันให้ที่อยู่ของมุนแจซะงั้น
เห็นมะ 3 คนนี้ถูกเขียนบทให้มันมาเกี่ยวข้องกัน
ความจริงที่คนดู ดูไปเรื่อยๆ แล้วจะรู้ก็คือ ‘มุนแจแพนิค’ เนี่ยเป็นหนี้โนจา และหนีหนี้มา 3 ปี จนเกิดเหตุถูกขโมยตัวตนจนผลักให้เขาต้องออกมาข้างนอก ที่นี้ก็เลยทำให้ ‘มุนแจสวมรอย’ จัดการยึดอพาร์ตเมนต์ที่มุนแจแพนิคคิดว่าเป็นของตน ก็เท่ากับว่า เขาต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรติดตัวสักอย่าง มีมือถือก็ใช้ซื้ออะไรไม่ได้ นอกจากเป็นอุปกรณ์ระบุตำแหน่งเท่านั้นเอง
แถมบทยังบอกว่า ‘มุนแจสวมรอย’ คนนี้ มีหน้าตาเหมือนมุนแจแพนิคเพราะทำศัลยกรรม นายคนนี้สวมรอยมาตลอดเพราะ 3 ปีที่ผ่านมา มุนแจแพนิคกักขังตัวเองอยู่ในอพาร์ตเมนต์ ทั้งสวมรอยไปงานเลี้ยงรุ่นจนเพื่อนคิดว่านั่นตัวจริง และอีกหลายอย่างที่จะทำให้คนงงงวยว่าคนๆ นึงจะถูกขโมยตัวตนได้ยังไง ไม่เท่านั้น คนดูก็คงจะสงสัยกันว่า ใครกันที่คอยแต่จะส่งเบาะแสมาให้สายสืบซุนยง และเขาทำเพื่อประโยชน์อันใด
ซีรีส์เรื่องนี้เต็มไปด้วยเงื่อนงำ กับบทที่โคตรจะวุ่นวาย ตัวละครมากมายยั้วเยี้ย ทั้งผู้ร้าย (โนจา กับ แก๊งบ่อนพนันออนไลน์) เพื่อนนักบัญชีของมุนแจ แล้วไหนยังบรรดาตำรวจ (ที่ต่างสำนักงานก็มักจะทำงานขัดแย้งกันเอง) อีก
ระหว่างที่เรื่องราวดำเนินไป ผู้ชมคงรู้สึกสับสนสมดังที่คนเขียนบทคาดหวัง พวกเขาจะเริ่มลังเลไม่แน่ใจว่าตกลงเป็นมุนแจคนไหนกันแน่ที่เป็นมุนแจคนดั้งเดิม แล้วคนไหนก็ถูกสวมรอย อาจรู้สึก “อ้าว” ในใจไปบ้างว่า ที่ผ่านมาฉันถูกหลอกล่อให้เข้าใจไปผิดทางงั้นเหรอนี่ “เดอะแรท” ที่เคยที่ถูกมองว่าเป็นฝ่ายที่เข้ามาเพื่อสวมรอย ผ่านไปอีกวัน อาจมองอีกมุมซะงั้น
ที่เราชอบและเราทึ่งก็คือ ลีลาการแสดงของพระเอกหนุ่มที่ไม่ได้หน้าตาหล่อเหลาแต่เขามีความสามารถ รยูจุนยอล ชายหนุ่มที่เล่นเป็นสองตัว มุนแจแพนิค และ มุนแจสวมรอย และต้องทำให้ผู้ชมรับรู้ด้วยว่าพวกเขาเป็นคนละตัว แต่อีกคนที่น่าชื่นชมไม่แพ้กันก็คือ ซอลคยองกู ที่เจอทีไรเป็นต้องได้เจอฉากเดือดๆ โชคชะตาพาให้เขาต้องมาลุยเละไปด้วยกับคนแรก โดยไม่รู้เลยว่า สุดท้ายมันจะลงเอยแบบใด
แต่กว่าจะเดินทางไปถึงบทสรุป มันต้องผ่านความยุ่งเหยิงที่เกือบจะไม่มีวันสิ้นสุด ทำให้ระหว่างทาง นายแพทก็รู้สึกเหนื่อยและปวดหัว ทั้งเริ่มเกาะไม่ติดกับเรื่องราว ในใจรู้สึกว่า รีบๆ เดินเข้าเถอะ อยากรู้แล้วนะ ตกลงใครตัวจริงใครตัวปลอมกันแน่
สาบานได้ว่า นายแพทต้องเปิดดูช่วง 5 ตอนแรกซ้ำอีกรอบเพื่อจะให้เข้าเก็บส่วนที่มึนๆ ให้ครบ แต่ก็พบว่าอีก 5 ตอนที่เหลือก็สร้างปัญหาให้ไม่แพ้กัน เหมือนกับมันอยากให้เราดูซ้ำอีกรอบเหมือนครึ่งแรก อันนี้ ถ้าใครไม่มีปัญหาเหมือนผมก็ดีไปนะครับ บอกไว้ก่อน
ยิ่งซีรีส์เดินผ่านมาถึงช่วงท้าย ความสับสนอลหม่านของมันยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนถูกผลักออกมาและชวนให้รู้สึกว่า อยากให้ผ่านไปถึงช่วงเฉลยไวๆ จนในที่สุด เมื่อถึงตอนสุดท้าย หลายสิ่งที่ซ่อนไว้ก็ถูกเปิดเผยออกมา
เลยต้องบอกกันตรงนี้ว่า ก็นี่มันคือซีรีส์สืบสวนสอบสวน ดูแล้วได้ปวดหัวแน่นอน แต่ก็ทำให้อยากรู้ไปด้วยแม้จะโดนปั่นหัวอยู่ตลอดก็ตามที
รายละเอียดเกี่ยวกับซีรีส์
| ชื่อซีรีส์ | Mousetrap / กับดักจับลวง / 들쥐 |
| ผู้กำกับ | Kim Hong Sun/คิมฮงซอน (เจ้าของผลงาน ‘Dear Hongrang’) |
| ผู้เขียนบท | Ludovico (webcomic), Lee Jae Gon |
| นักแสดง | Ryu Jun Yeol, Sul Kyung Gu, Lee Kyoo Hyung, Mu Jin Sung, Lee El, Park Yoon Ho, Song Sui |
| แนว/ประเภท | อาชญากรรม, ดราม่า, ลึกลับ, ระทึกขวัญ |
| จำนวนตอน | 1 ซีซัน: 10 ตอน |
| ช่องทางรับชม | Netflix |
| เริ่มออกอากาศ | 28 สิงหาคม 2026 |
| ผู้ผลิต/เจ้าของลิขสิทธิ์ | CJES Studio, H.House, Kakao Entertainment |
คะแนนรีวิวซีรีส์ กับดักจับลวง
พล็อตและบท - 7.5
การแสดง - 8
การดำเนินเรื่องและการตัดต่อ - 7.7
เพลงและดนตรีประกอบ - 7.7
งานถ่ายภาพ เทคนิคพิเศษ และโปรดักชัน - 8
7.8
Mousetrap
เหมือนคนเขียนบทตั้งใจหยิบใช้ความที่คนสมัยนี้ใช้มือถือกับทุกกิจกรรมในชีวิต สุดท้ายถ้าจะมีคนขโมยตัวตนไปใช้ก็อาจง่ายดาย แต่ไม่ถึงกับเบ็ดเสร็จ เรื่องราวของความคิดอิจฉา การต้องถูกพรากหลายสิ่งที่รักไป การฉกฉวยชีวิตของอีกคนไปเป็นของตนเอง ความไม่ภาคภูมิใจในสิ่งที่เป็นจนต้องหาทางใช้ชีวิตในชื่อคนอื่น ก่อเกิดเป็นบทซีรีส์แนวสืบสวนทริลเลอร์ที่วุ่นวายชวนปวดหัวอยู่ไม่น้อยเลย สุดท้ายก็จะพบว่า ไม่มีตัวละครไหนเลยที่เป็นคนดีจริงๆ ทุกคนต่างก็หาเหตุเพื่อก้าวข้ามไปสู่ด้านเลวร้ายด้วยกันทั้งนั้น
