หลังจากได้ชมภาพยนตร์ที่สร้างจากการ์ตูน 20th Century Boys เรื่องนี้มาแล้ว 1 ภาค วันนี้ ก็ได้เวลาชมเรื่องนี้ในภาค 2 เมื่อ Kapook ใจดี เชิญชวนเหล่าบล็อกเกอร์ทั้งหลายมาดูหนังภาคต่อเรื่องนี้ด้วยกันอีกครั้ง

“20th Century Boys 2 : The Last Hope”

รอบนี้ ผมจัดแจงนัดแนะกับหมูน้อยอย่างดิบดี ว่าจะไปเจอกันที่เมเจอร์ รัชโยธิน หลังหกโมงเย็น แต่ก็เป็นผมที่ไปถึงช้าซะงั้น ไปถึงก็จัดการเรื่องปากท้องเสียก่อนค่อยไปรับบัตร พูดคุย ถ่ายรูป แล้วก็ได้เวลาเดินเข้าโรงกัน

หนังเรื่องนี้มีชื่อภาษาไทยว่า “มหาวิบัติดวงตาถล่มล้างโลก” ซึ่งเนื้อเรื่องมันไม่ได้เกี่ยวกับดวงตาเลยครับ ผมเลยไม่ค่อยชอบชื่อไทยชื่อนี้ ส่วนชื่อไทยในเวอร์ชั่นการ์ตูน (มังงะ) ก็คือ “แก๊ํงค์นี้ มีป่วน” ก็ดูจะไม่เข้ากับเนื้อเรื่องเท่าไหร่ เข้าใจว่า แต่งชื่อเพราะเห็นแค่เนื้อหาเล่มแรกๆ เลยไม่รู้ธีมของเรื่องนัก

ภาคที่แล้ว หนังเล่าเรื่องราวย้อนไปย้อนมาตั้งแต่ในช่วงวัยเด็กที่ฐานทัพลับ และคำทำนายเกี่ยวกับอนาคตได้ถือกำเนิดขึ้น และสิ่งที่ถูกทำนายได้เกิดขึ้นจริง จนถึงช่วงสิ้นศตวรรษที่ 20 วันที่เชื้อร้ายบุกถล่มกลางเมือง และตัวผู้ยับยั้งเอาตัวเข้าแลกเพื่อหยุดยั้ง

ก่อนจะเปิดตัว “ความหวังสุดท้าย” ที่จะเป็นตัวละครเอกในภาคต่อนี้

“คันนะ”

ดูเหมือนว่า ภาคนี้จะทำให้ผมชอบได้มากกว่าภาคที่แล้วนะ ภาคแีรกนั้น ค่อนข้างเน้นเรื่องราวและรายละเอียดอย่างมาก ทำให้ต้องเล่าเยอะ เวลาให้หยุดหายใจแทบจะไม่มี เพราะทุกช็อตคือส่วนสำคัญที่จะส่งเหตุไปยังผลในส่วนอื่นๆ ของเรื่อง การเล่าแบบ flashback เป็นหัวใจหลักของการเล่าในภาคที่แล้ว แต่การ flashback มากเกินไปก็ทำให้คนดูรู้สึกเหนื่อยล้าได้ สมองต้องทำงานอย่างหนักเพื่อปะติดปะต่อเนื้อเรื่อง ในความรู้สึกของผม เทคนิค flashback ไม่ควรใช้เกิน 3 ครั้งในหนังเรื่องเดียว

ทั้งหมดส่งผลให้ หนังภาคแรกไม่ใคร่จะเหมาะสำหรับคนที่ไม่เคยอ่านการ์ตูนมาก่อน

ส่วนภาคสองนี้ ผมรู้สึกว่า การเล่าเรื่องเริ่มจะมีจังหวะที่ผ่อนหนักผ่อนเบาอยู่บ้าง การ flashback น้อยลง เพราะไม่ต้องย้อนกลับไปอธิบายเรื่องในอดีตให้มากนัก ขณะที่ตัวละครบางตัวหายไป ก็มีตัวใหม่ๆ เข้ามาเสริม นอกจาก คันนะ แล้วก็ยังมี เคียวโกะ เพื่อนร่วมชั้นที่ดูจะสร้างสีสันให้กับเรื่องพอสมควร ด้วยบุคลิกที่ถอดแบบมาจากในการ์ตูนเล่ม แถมหน้าตาของนักแสดงก็ดูน่ารักกว่าคันนะอีกต่างหาก เหอๆ

ซับไตเติล ยังคงมีลูกเล่นเช่นเคย เมื่อเติมต่อใส่มุกเพิ่มเข้าไปทั้งที่ตัวละครอาจจะไม่ได้พูด แต่เรียกเสียงฮาได้มากมาย และภาคนี้ก็ยังคงแคสต์นักแสดงได้เยี่ยมเช่นเคย แต่ละคนหน้าตาเหมือนที่ผ่านในหนังสือการ์ตูนเปี๊ยบ

ภาคนี้ ผมใช้วิธีอีกแบบ คือ ไม่อ่านการ์ตูนเล่มเพื่อทวนไปก่อนเข้าโรงเหมือนภาคที่แล้ว ซึ่งก็พบว่า ดูแล้วเข้าใจได้ไม่มีปัญหา สิ่งที่อ่านเมื่อนานมาแล้ว ก็ถูกทบทวนใหม่ในโรงได้อย่างราบรื่น

จะมีบ้างก็บางฉากที่ค่อนข้างตัดมาแบบห้วนๆ ไปหน่อย ถ้าไม่อ่านการ์ตูนมาก่อน มีงง

แล้วเจอกันอีกที ภาค 3 นะขอรับ “เพื่อน”!