SHARE

กลับมาประจำการนั่งเล่าเรื่องเที่ยวกันต่อ…

เต็นท์สองหลัง กับที่นั่งพักกินข้าวของพวกเรา

เมื่อตอนที่แล้ว ยังเล่าคั่งค้างเรื่องหนึ่งเอาไว้ เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอตามสถานที่ตั้งแคมป์กางเต็นท์ต่างๆ หลายกลุ่มมักเตรียมเตาแก๊สขนาดเล็กติดไปด้วยเสมอ ซึ่งถือระเบิดเคลื่อนที่เลยก็ว่าได้ หากใช้กันอย่างไม่ระวัง

ระหว่างที่พวกเขานั่งทานมื้อค่ำอย่างเอร็ดอร่อยนั้น พลันหางตาขวา ก็เห็นประกายสว่างวาบของเปลวไฟจากเต็นท์ที่ไม่ใกล้ไม่ไกลกันนัก จดจ้องมองดูอยู่สักพัก เหมือนกับจะไม่มีทีท่าว่าไฟจะดับ ชักเสียวว่าจะวายวอดกลายเป็นโศกนาฎกรรมหรือไม่ ฉับพลันก็ฉุกคิดกันในกลุ่มว่า ควรเข้าไปช่วยเหลือในทันใด หนึ่งในสมาชิกของเรา คว้าน้ำแกลลอนใหญ่เดินเข้าไปที่จุดเกิดเหตุ ไม่นาน ไฟก็เริ่มลดขนาดลงและดับไป สมาชิกของเราเดินกลับมาอย่างฮีโร่

ฟังจากคำบอกเล่า ได้ความว่า กลุ่มนั้นเขาทำน้ำมันหกลงมาโดนเปลวไฟ ส่งผลให้เปลวไฟลุกโหม แต่ไม่มีฉุกคิดจะดับด้วยการปิดวาล์วแก๊สอันเป็นต้นเหตุแห่งไฟ มีเพียงช่วยกันเทน้ำใส่ ซึ่งมิอาจดับไฟได้

นี่คงเป็นอุทาหรณ์ของการ “เล่นกับไฟ” โดยแท้…

——————————–

ค่ำคืนที่แสนเหน็บหนาว แต่กลับเตรียมเสื้อผ้าน้อยชิ้น ประมาทไปหน่อย แต่ยังอุ่นใจ เมื่อเรามีเพื่อนดีๆ ใส่เสื้อ 5 ชั้น โดยใส่เสื้อกันหนาวจากเพื่อนๆ เอามารวมกัน

หนาวกาย อบอุ่นที่หัวใจ…

21.00 น. ได้เวลานอน

2 เต็นท์ หนึ่งเต็นท์หญิง หนึ่งเต็นท์ชาย นอนเรียงรายกันอยู่ในเต็นท์ของตัวเอง อากาศที่ไม่หนาวมากนักในช่วงค่ำๆ ชักเริ่มหนาวมากขึ้นเมื่อผ่านไปถึงช่วงดึก แต่โรงสีที่อยู่ข้างๆ ยังส่งเสียงไม่มีทีท่าจะหยุด ผสมกับอากาศ ทำให้หลับไปไม่มากนัก ไม่นานก็ตี 3 แล้ว ได้ยินทั้งเสียงปลุกของพี่ชาวเขา และเสียงมือถือปลุกของตัวเอง

ลุกขึ้นเตรียมตัวขึ้นดอยกันได้แล้ว

03.30 น. โดยประมาณของวันที่ 6 ธันวาคม 2551

ตระเตรียมทุกอย่างไปกับตัวพร้อมแล้ว เริ่มออกเดินจากเต็นท์ขึ้นไปยังบริเวณที่สูงกว่า บรรยากาศที่แสนมืดมิดรอบกาย มองไม่ค่อยเห็นอะไรมากนัก ทำได้เพียงเดินตามไปกับกลุ่ม และมองไปตามแสงไฟที่ส่อง กล้องที่เอาไปด้วยยังไม่ได้ใช้ กลับลงมาคงเห็นทุกอย่าง บรรยากาศตอนนี้หนาวมากๆ ขนาดที่ใส่เสื้อ 5 ชั้นยังเอาไม่อยู่

แต่หารู้ไม่ อีกไม่นาน คุณจะอยากถอดเสื้อทิ้ง

ระยะขึ้นสู่ยอดดอยประมาณ 3,500 เมตร กับการเดินขึ้น ทำให้เหงื่อออกและเริ่มร้อน อยากจะถอดเสื้อแต่ถอดไม่ได้ เดินมาเรื่อยๆ ถึงเนินที่ชันพอประมาณ มีบางคนเริ่มท้อและเดินกลับ เราเข้าใจ บางคนอาจจะสุขภาพไม่ดีพอกับการเดินหนีแรงโน้มถ่วงแบบนี้ และบางคนอาจจะไม่รู้ว่า มันไม่ได้ยากเย็นขนาดนั้น กำลังใจของคุณนั่นแหละที่จะทำให้มันง่าย

พวกเราเดินมาไกลพอสมควร กว่าจะเจอป้าย มันบอกว่า “ม่อนวัดใจ” เอาล่ะ ที่นี่เขาเรียกม่อนงั้นสิ แต่ว่ามันก็วัดใจได้ดีทีเดียว มือใหม่เดินเขาขอพัก มือเก่าสบายเพราะจะได้พักเหมือนกัน แต่การเดินทางครั้งนี้จะพักนานไม่ได้ เพราะมี “พี่ซัน – ดวงอาทิตย์” เป็นตัวกำหนด เราตั้งใจจะเดินขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดดอยให้ทัน เพราะฉะนั้น เราเดินกันต่อ

ช่างแสนไกล เมื่อเราไม่เจอป้ายถัดมาสักที แต่อยู่ดีๆ ก็พบกับป้ายประมาณ “ดงช้างร้อง” ซึ่งคาดว่าจะเป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่ง จากระยะทางที่เหลือ บอกเราว่า เรากำลังจะผ่านครึ่งทางกันแล้ว ถัดไปไม่นาน เจอป้าย “ล้มขอนนอนไำพร” ไม่มีอะไรมาก เป็นไม้ล้ม 2-3 ขอนนอนขวาง ลอดผ่านมันไปให้ได้ก็พอ

บางครั้ง เราก็เหนื่อยจนอยากหยุด แต่เมื่อไม่มีใครหยุด เราก็เดินต่อ
บางครั้ง เราก็เซ็ง จะมีทางลงทำไม ในเมื่อเรายังต้องกลับมาเดินขึ้นใหม่
ใกล้ถึงยอดแล้ว ไฟฉายแบตจะหมด แย่จริง ดันลืมเอาแบตสำรองมาด้วย ยังดีที่ใกล้ถึงแล้ว ขากลับก็ไม่ต้องใช้

———————-

6 ธันวาคม 2551 เวลา 05.40 น.

ในที่สุด พวกเราก็ขึ้นมาถึงยอดดอยผ้าห่มปก ที่ความสูง 2,285 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบว่า พื้นที่บนยอดดอยถูกจับจองกันเสียเกือบหมดแล้ว ยอดดอยแสนแคบเมื่อเจอคนมากมายที่พร้อมใจมาเที่ยวช่วงเดียวกัน มันจึงแออัดอย่างช่วยไม่ได้ บ้างมาเป็นครอบครัว บ้างมาเป็นหมู่คณะ บ้างมาพร้อมขาตั้งกล้องจองพื้นที่ บ้างนั่งขดรอพระอาทิตย์ขึ้น บางถ่ายรูปเป็นพัลวัน

แล้วเราก็เริ่มเห็นความสำคัญของเสื้อ 5 ชั้นของเราอีกครั้ง!

กลุ่มของเรากับป้าย 2285 เมตร ความสูงของยอดดอยผ้าห่มปก

แล้วแสงก็มา…

รออยู่สักพัก หมอกขาวๆ ที่แสนหนา บดบังดวงอาทิตย์ที่โผล่พ้นขอบฟ้ามาได้สักพัก ไปๆ มาๆ ก็ไม่ได้เห็นสักที ผู้คนเริ่มเลิกให้ความสนใจ เพราะผิดหวังที่วันนี้โดนหมอกกลั่นแกล้ง หันไปถ่ายรูปกันเอง ถ่ายรูปกับป้าย ก่อนจะพบว่า ไม่มีอะไรจะทำแล้ว เดินกลับ…

เวลา 06.55 น.

ได้เวลาเดินกลับลงสู่ลานกางเต็นท์ ตอนนี้ ฟ้าสว่างมองเห็นทางได้ชัดเจนแล้ว แต่ด้วยความไม่เคยชินกับการถ่ายด้วยกล้องตัวใหม่ ทำให้ต้องถ่ายมั่วๆ หลายๆ ช็อต กว่าจะได้ภาพมากพอ ซึ่งก็ถือว่า ยังน้อยกว่าทริปก่อนๆ อยู่ดี

แอบถ่ายคู่หวาน ระหว่างเดินทางจากยอดดอยผ้าห่มปก

ทิวทัศน์ต้นไม้ใส่เสื้อระหว่างทาง

ระหว่างทาง พบว่า พี่แม้วก็ยังคงเดินมาพร้อมกับเรา หลายครั้งที่ผมหยุดถ่ายภาพบ้าง แกก็ต้องหยุดตาม จนแกอาจจะรำคาญเลยเดินแซงไปก็มี บรรยากาศของป่าดูสวยงาม อย่างกับป่าในหนังที่สร้างจากวรรณกรรมเด็ก อากาศที่ชื้นด้วยอยู่ในหมอก ทำให้เราพบว่า “ต้นไม้ใหญ่จะใส่เสื้อ” คงเพราะมันหนาวนั่นเอง

หลายช่วงที่สูงชัน จนพูดกันว่า “นี่ตูขึ้นมาได้ไงฟะเนี่ย” แต่คงเพราะความมืด เราเลยไม่ได้เห็นอะไรมากนั่นเอง หลายกลุ่มกำลังขึ้นสวนกับเราไป พวกนี้ คงไม่สนใจจะรอพี่ซันเหมือนเรา

08.40 น. ลงมาแล้ว

แล้วเราก็ถึงข้างล่างจนได้ ถ่ายรูปกับป้ายเสียหน่อย นั่งดูอุณหภูมิยามเช้าวันนี้ 10 องศาเซลเซียส แล้วเมื่อคืนมันเท่าไหร่กันนะ คาดว่าไม่เกินไปกว่า 5 เป็นแน่แท้

เช้านี้อุณหภูมิเหลือเพียง 10 องศาเซลเซียสเท่านั้นเอง

—————————

เอาล่ะ ได้เวลาปลดปล่อยแล้ว หลังจากอดกลั้นมาตั้งแต่มาถึง ในที่สุด …

กลับออกมาล้างหน้าแปรงฟัน แล้วก็ได้กินทั้งโจ๊ก ขนมปัง+แยม และอะไรต่อมิอะไรที่จะทำให้หายหิวได้ อิ่มแล้วมีพลัง เริ่มทำลายสิ่งปลูกสร้าง แพ็คของเก็บทุกอย่าง

…ก่อนจะเดินไปยังรถ 4WD คันเดิม

[อย่าลืมติดตามตอนต่อไป]

PatSonic Blog Comment

6 COMMENTS

  1. น่าสนุกจริงๆ อากาศก็งดงาม

    เดี๋ยวตามมาอ่านอีก

    วันนี้ว่างเจอกันที่ gmm นะคร้าบ 6pm-midnight Mola mola last session!

  2. อิอิ ยืมเพื่อนๆ มาจ้า เพราะของตัวเองดันเอาไปน้อย แต่เพื่อนๆ เขาเอาไปกันเยอะ

  3. ไปอยู่ที่ดอยไม่ถึง 24 ชั่วโมง แต่ความทรงจำ …จะอยู่กับเราตลอดไป

LEAVE A REPLY