SHARE

เช้าแล้ว แต่ไม่อยากลุกเลย ชีวิตเหมือนไม่ได้ผ่อนคลายอย่างนี้มานานแล้ว ไม่ได้ตื่นมาตอนเช้าแล้วนอนต่อได้อีกเพราะไม่อยากลุกอย่างนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่จำไม่ได้แล้ว แม้จะตื่นบ่อยเมื่อคืนแต่ก็รู้สึกได้ว่า นอนมาเพียงพอสำหรับการเที่ยวในวันนี้แล้ว เพื่อนจากอีกบ้านปลุกเพราะบ้านนี้ไม่ยอมตื่นกัน

23 มีนาคม 2555

ลุกขึ้นเพียงล้างหน้าล้างตาและแปรงฟัน เพียงเท่านั้นก็ออกจากบ้านหลังน้อยเดินบนสะพานไม้ ก้าวลงหาดทราย มุ่งหน้าไปยังห้องอาหารเพื่อทางบุฟเฟต์อาหารเช้ากัน บรรยากาศแสนเงียบสงบ มีแขกที่มาพักค้างคืนที่นี่ไม่มากไม่มาย นั่งกระจายกันไป

เที่ยวเกาะนางยวน-สมุย : เกาะนางยวนยามเช้าๆ

แม้ว่าอาหารเช้าที่นี่จะไม่ได้มีรสชาติเอร็ดอร่อยนักหนา แต่บรรยากาศดีๆ แบบนี้แหละที่อยากเจอมานาน อากาศสดชื่น รอบข้างเป็นทะเล และชีวิตที่เดินช้าๆ อาหารเช้าค่อยๆ ตกลงกระเพาะ แม้จะไม่คุ้นชินกับการทานเช้าสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องสะสมพลังงานไว้บ้าง เพราะวันนี้ เราจะไปดำน้ำกัน

หลังจากกลับมาอาบน้ำแบบรีบๆ ก็ได้เวลากลับไปยังล็อบบี้ เพื่อรับเสื้อชูชีพและอุปกรณ์ดำน้ำ แล้วจึงเดินไปลงเรือที่จอดอยู่ที่ท่า

ตามแพ็กเกจที่เพื่อนของผมได้จองเอาไว้ ทำให้เรามีเรือที่เกือบจะเป็นส่วนตัว คอยมารับและพาไปส่งลงยังจุดดำน้ำ (แบบ Snorkle) จุดต่างๆ รอบเกาะเต่า เรือลำใหญ่ที่ดัดแปลงมาจากเรือประมง มีลุงสองคนคอยดูแลเรา กลุ่มนักท่องเที่ยวมีเพียงเรา 4 คน กับอีกกลุ่มเป็นสามีภรรยาที่เพิ่งมาถึง เขาจะดำน้ำกันก่อนจะไปพักกันที่เกาะเต่า สรุปว่า เรามีกันแค่ 6 คนเท่านั้นนะ เที่ยวนี้

09.00 น. กว่าๆ

ลุงก็พาเราออกจากท่า เรือลำเขื่องพาเราค่อยลอยออกจากเกาะนางยวน มุ่งหน้าหันเข้าสู่เกาะที่ใหญ่กว่า “เกาะเต่า” แต่ไม่ได้จอดแวะพักแต่อย่างใด พาเราลัดเลาะรอบเกาะตามเข็มนาฬิกา น้ำทะเลสีเข้มดูน่ากลัวระคนน่าค้นหาว่ามีอะไรอยู่ภายใต้นั้น เรือแล่นผ่านไปถึงด้านเหนือ แล้วก็ไปถึงด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะ ที่ที่แรกที่เราจะลงดำน้ำกัน

เที่ยวเกาะนางยวน-สมุย : เดินไปขึ้นเรือเตรียมออกไปดำน้ำตื้นรอบเกาะเต่า

เกาะเต่าเป็นเกาะที่อยู่ไกลจากชายฝั่งมาก เรียกได้ว่ามีทะเลเป็นป้อมปราการอย่างดีทีเดียวล่ะ มันจึงเคยกลายเป็นคุกขังนักโทษการเมือง ด้วยสภาพที่ค่อนข้างลำบากในการอยู่อาศัยเพราะมีแหล่งน้ำจืดค่อนข้างจะจำกัด ก่อนที่นักโทษทั้งหมดจะถูกปลดปล่อยให้เวลาต่อมา และเริ่มมีคนไปอยู่อาศัย ต่อมาจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปในที่สุด

ด้วยความที่ลงเรือโดยไม่ได้นำกล้องติดตัวไป มือถือก็วางไว้ในถุงกันน้ำของเพื่อน จึงแทบจะไม่มีภาพให้ได้ชมกัน รวมทั้งชื่อจุดดำน้ำก็จำได้เพียงคร่าวๆ จากลุงบอกไว้ จุดแรก “กล้วยเถือน” จุดสองรู้สึกจะชื่อ “หินวง” จุดสาม รู้สึกจะเป็น “แม่หาด” ยิ่งดำมากจุด จะเริ่มมีปะการังขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เจอกับปลาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เราได้พบกับปะการังที่สีสันไม่ค่อยสวยงามนัก ที่มักพบจะเป็นสีน้ำตาลเสียเป็นส่วนใหญ่ มีมากมายที่เราคุ้นเคยแต่ไม่รู้จักชื่อ

ที่จดจำได้ดีก็คงเป็น “ดอกไม้ทะเล” ที่พริ้วไหวตามกระแสคลื่น มาปลาตัวน้อยๆ ลักษณะเหมือนปลาการ์ตูน พบเห็นหอยมือเสือกระจายอยู่ทั่วไป บางจุดจะไม่พบหอยเม่นเลย บางจุดพบเห็นปลากลุ่มใหญ่มากๆ ที่มาแทะกินปะการังอยู่

สิ่งที่ยังจำได้อีกอย่าง คือ การไปยืนบนหินใต้น้ำไม่ใช่เรื่องดีนัก เพราะหินมันลื่นและสามารถจะบาดเท้าเราได้ เลยได้แผลที่นิ้วโป้งเท้าขวามาตั้งแต่จุดดำน้ำจุดแรก แต่ลงน้ำแล้วไม่แสบ ก็เลยดำกันไปจนจบ

12.00 น.

ได้เวลาอาหารกลางวันพอดิบพอดี ทานข้าวกล่องที่ลุงเตรียมไว้ให้ เอร็ดอร่อยทีเดียว เป็นไข่ดาวที่ไม่ต้องใช้น้ำปลา เพราะปากกินน้ำเค็มมาจนซีดแล้ว ตามด้วยผลไม้อย่างสับปะรดและแตงโม

ปิดท้ายด้วยเค้กกล้วยหอม และเราก็พบว่า ปลาเสือกินทุกอย่างจริงๆ

ก่อนจะมาถึงจุดดำน้ำแห่งที่สี่ เรือของลุงแล่นวนอ้อมรอบเกาะเต่ามาไกล ใกล้จะครบรอบแล้ว แล้วลุงก็มาจอดอยู่หน้าอ่าวแห่งหนึ่ง ลุงเรียกมันว่า “อ่าวฉลาม” หรือ Shark Bay ปล่อยพวกเราลงน้ำในจุดที่ไกลฝั่งพอสมควร แล้วบอกให้ว่ายไปยังจุดที่นักท่องเที่ยวอีกกลุ่มว่ายวนอยู่ แต่ความอ่อนล้าเพราะว่ายมาหลายจุด ประกอบกับพื้นที่จุดนั้นคลื่นค่อนข้างแรงแถมพัดออกจากฝั่ง พวกเราก็ไม่ได้ไปไหนกันสักที หมดปัญญาจะเห็นฉลามใกล้ๆ เสียแล้วจึงว่ายกลับ ช่วงนั้นก็เริ่มรู้สึกแล้วว่า แสบด้านหลังของน่อง ไม่รู้ไปโดนอะไร ได้อีกแผลแล้วสิเรา

การปัสสาวะในทะเลนั้นเป็นเรื่องยากลำบากยิ่งนักสำหรับผม เพราะไม่เคยทำได้สักครั้ง

นักท่องเที่ยวอีกสองคนเขาพักที่เกาะเต่า ลุงเลยมาจอดเทียบท่าส่งให้ พวกเราเลยถือโอกาสแวะขึ้นเกาะเสียเลย หลังจากวันก่อนมาแวะพักอยู่ในเรือ Katamaran พักใหญ่ วันนี้ได้ขึ้นไปเหยียบเกาะแล้ว เป็นเกาะที่สามที่ได้ขึ้นมาเหยียบถัดจาก เกาะพะงัน (ที่ขึ้นมาแวะพักเปลี่ยนเรือ) เกาะนางยวน (ที่ที่เราพัก) เพื่อนๆ แวะเข้าเซเว่นไปซื้อของกินไว้ตุน แต่ผมไปหาห้องน้ำเข้าปลดทุกข์เบา สนนราคา 10 บาท

ทุกข์มลายไปละ ได้เวลาทานกาแฟเย็นๆ แวะร้าน Ban’s Resort Service สั่งคาปูชิโน่เย็นแก้วใหญ่ (80 บาท) มากิน ได้รสชาติแปลกๆ ไปอีกหน่อย เพราะปากยังรู้สึกเค็มๆ และปากก็ซีดจากการลงดำในน้ำเกลือมานานอยู่เลย

แล้วเราก็ลงเรือกลับเกาะนางยวนกัน

บ่ายแล้วแต่ยังร้อนอยู่ คนไทยไม่ใช่ฝรั่งจึงไม่นิยมเล่นน้ำตอนกลางวันเท่าไหร่ เราจึงมานั่งคุยเล่นกันที่ระเบียงบ้าน ฟังเพลงกันชิลล์ๆ รอเวลา ความรู้สึกของการ “เดินช้า” มันดีงี้นี่เอง ไม่ต้องรีบไปไหน ไม่ต้องปวดหัวกับอะไร มีแค่ “เราสี่คน”

เที่ยวเกาะนางยวน-สมุย : นั่งชิลล์ยามบ่าย รอแดดร่มลมตก จะลงไปเล่นน้ำข้างหน้าบ้าน

17.00 น.

ได้เวลาแล้ว หยิบชูชีพมาคนละตัวพร้อมอุปกรณ์ดำน้ำ เดินลงไปข้างล่างแล้วก็ลงไปเดินในน้ำทะเลตื้นๆ มันอยู่หน้าบ้านเรานี่เอง พอเริ่มลึกก็เริ่มดำดู ปลาตัวเล็กตัวน้อยว่ายมาทักทาย เมื่อว่ายไปใกล้ๆ กับจุดที่เขาเรียกว่า “Japanese Garden” ก็พบกลุ่มปะการังซึ่งเรียกได้ว่าใกล้มากๆ จนไม่กล้าลอยตัว

แปลกอยู่อย่างหนึ่ง คือ ความรู้สึกเวลาดำสนอร์กเกิลแล้วเห็นภาพของปะการังเบื้องล่าง มันมีความรู้สึกกลัวๆ แฝงเข้ามาตลอด ซึ่งแตกต่างกันตอนไปเที่ยวเกาะอาดัง-ราวี-หลีเป๊ะ ที่มีความสุขมากกับการดำน้ำ เกร็งกลัวกับภาพของปะการังที่ก่อตัวใหญ่และอยู่ใกล้ตัวมากๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

18.30 น.

หลังอาบน้ำชำระล้างน้ำเกลือออกไปจากร่างแล้ว ก็ได้เวลาสวมชุดใหม่มานั่งทานอาหารมื้อเย็นเช่นเคย เมนูอาจจะเปลี่ยนไปบ้าง แต่ความอร่อยไม่เคยเปลี่ยน แถมยังมีของหวานเป็น “กล้วยหอมทอดจิ้มนมข้นหวาน” อีก

อิ่มหมีพีมันกันเหมือนเช่นเคย

แล้วคืนที่สองบนเกาะนางยวนก็กำลังจะผ่านไป พรุ่งนี้เราจะเช็กเอาต์และย้ายไปพักเกาะอื่นกันแล้ว อาลัยจัง “เกาะนางยวน”

[โปรดติดตามต่อไป]

PatSonic Blog Comment

2 COMMENTS

  1. เป็นเกาะที่น่าไปพักผ่อนมากๆ เลยเนอะ เช้าๆ และกลางคืน เงียบสงบมากเลยอะ

LEAVE A REPLY