หวนคืนสู่มิดเดิลเอิร์ธกันเสียทีนะครับ หลังรอคอยจะได้เจอเรื่องราวใหม่อย่างแอนิเมชัน ‘The Lord of the Rings: The War of the Rohirrim’ หรือชื่อไทย ‘เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์: ศึกแห่งโรเฮียร์ริม’ ให้เข้าฉายในระบบสตรีมมิ่งมานานหลายเดือน ในที่สุด ก็เข้าแล้ว วันนี้ จึงขอหยิบมาเขียนถึงฝากกัน หนังที่เล่าถึงเหตุการณ์ 200 ปีก่อนสงครามแห่งแหวนนั่นเอง
คิดเห็นเช่นไรกับหนังแอนิเมชันในจักรวาล LOTR เรื่องนี้?
คราวนี้ มิดเดิลเอิร์ธถูกบอกเล่าในแบบหนังแอนิเมชัน โดยฝีมือการกำกับของ Kenji Kamiyama ที่หยิบเอาเรื่องไม่กี่บรรทัดมาขยายให้เป็นหนังยาว 2 ชั่วโมง ด้วยงานภาพอันยอดเยี่ยม เล่าเรื่องเชิดชูความสามารถของผู้หญิงในสถานการณ์ที่ผู้ชายได้รับโอกาสมากกว่าเสมอ เมื่อถูกเพื่อนที่กลายเป็นศัตรูผู้คั่งแค้นบุกเข้าโจมตี และเธอคือความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของผู้คน
อาจจะรู้สึกว่าหนังยาวไปนิด ช่วงปูเรื่องค่อนข้างยืดไป ถ้ากระชับกว่านี้คงจะดีเพราะครึ่งหลังสนุกกว่ามาก
เรื่องย่อหนัง ‘The Lord of the Rings: The War of the Rohirrim’
เรื่องราวมันเกิดขึ้นบนแผ่นดินมิดเดิลเอิร์ธก่อนสงครามแห่งแหวนราว 200 ปี ในช่วงเวลานั้น เฮล๋ม (Brian Cox จากซีรีส์ ‘Succession’ และหนังเรื่อง ‘The Electric State’) กษัตริย์แห่งโรฮัน ผู้มีบุตร 2 คน ลอร์ดฮาเลธ กับลอร์ดฮามา ทั้งมีธิดาแสนสวยอย่าง เฮร่า (Gaia Wise จากซีรีส์ ‘All Creatures Great & Small’) เธอเติบโตเป็นเพื่อนกับ วูล์ฟ (Luca Pasqualino) บุตรแห่งเฟรคา (Shaun Dooley) ลอร์ดแห่งเวสต์มาร์ช แต่เขาเดินทางมาสู่ขอเพื่อนางหวังแต่งงาน ทว่าเฮร่ามิได้ประสงค์เช่นนั้น
แต่ต่อมากลับเกิดการต่อสู้ระหว่างเฮล์มและลอร์ดเฟรคา (Shaun Dooley) และผลปรากฏว่าเฮล์มพลั้งมือฆ่าเฟรคา ซึ่งสร้างความคั่งแค้นให้เกิดขึ้นในใจของวูล์ฟเป็นอย่างมาก
วูล์ฟตั้งตนเป็นไฮลอร์ดยกพลมามืดฟ้ามัวดินหมายขย้ำโรฮันให้สมแค้น แม้ผู้เป็นพ่อจะไม่ยอมให้เธอร่วมสู้ แต่ศึกอันใหญ่หลวงนี้ อาจไม่เหลือใครถ้าเฮร่าไม่ยอมลุกขึ้นสู้ และมันได้กลายเป็นอีกศึกยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งที่จะไม่ถูกขับขาน
รีวิวหนัง ‘เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ศึกแห่งโรเฮียร์ริม’
ในวันที่หนังแอนิเมชันเรื่องนี้เข้าฉายในโรงประเทศไทย นายแพทไม่ได้มีโอกาสเข้าไปดู และเมื่อเข้าฉายในแบบสตรีมมิ่งให้ดูกันถึงในบ้าน ก็คงไม่ควรพลาดที่จะเปิดดู เรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นบนแผ่นดินมิดเดิลเอิร์ธ 200 ปีก่อนสงครามแห่งแหวน คือสงครามระหว่างโรฮันและดันแลนด์
จากข้อความที่ เจ.อาร์.อาร์ โทลคีน เขียนเอาไว้เพียงไม่กี่บรรทัด ถูกขยายให้กลายเป็นบทหนังแอนิเมชันความยาว 2 ชั่วโมงเศษ ถึงที่มาที่ของป้องปราการที่คนคลั่งไคล้ LOTR รู้จักกันดี “ป้อมเฮล็ม ดีพ” ที่เคยคุ้นตาในไตรภาคสุดโด่งดัง วันนี้ เรื่องราวที่ไม่มีใครเล่าขานถึงนำมาบอกเล่าให้เราได้รับชม
ราชาเฮล์มแห่งโรฮัน ผู้มีบุตรและธิดา เป็นเจ้าชายที่ทรงต้องการให้สืบทอด และเป็นเจ้าหญิงทรงรักและภาคภูมิใจ เฮร่าคือชื่อของนาง สตรีผู้ห้าวหาญไม่ได้อ่อนหวานเหมือนอย่างภาพลักษณ์ทั่วไป แต่เธอก็ยังคงถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือในการหมั้นหมายเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรเท่านั้น
เฟรคาผู้มีจิตใจฝักใฝ่บัลลังก์อยู่ก่อนแล้ว จึงคาดหวังให้วูล์ฟได้เกี่ยวดองกับโรฮันแทนที่จะยอมปล่อยให้เฮร่าได้เกี่ยวดองกับกอนดอร์ และเมื่อเฟรคาบิดาของวูล์ฟถูกเฮล์มที่แข็งแรงกว่ามากพลั้งมือฆ่าตาย บทจึงเขียนให้ชายผู้ไม่เคยคิดทำสงคราม ต้องลุกขึ้นมาแก้แค้นแทนพ่อของตน
ความคั่งแค้นกลายเป็นพล็อตหลักของหนังแฟนตาซีการเมืองระหว่างอาณาจักร และบทก็เขียนให้เจ้าหญิงผมแดงสะดุดตาได้รับโอกาสที่ผู้เป็นพ่อไม่ยอมหยิบยื่นให้ จนเมื่อเขารู้ตัวว่าไม่อาจหวังจากบุตรทั้งสองได้อีก แม้กระทั่งชีวิตของตนก็ไม่อาจยึดยื้อไว้ นั่นแหละ จึงได้เวลาของสตรีที่เคยถูกมองข้าม
หญิงที่ไม่ได้รับความสำคัญ ไม่เคยให้ร่วมรบ บัดนี้กลายเป็นความหวังของผู้คนชาวโรฮัน
อาจเพราะการปูเรื่องที่ค่อนข้างไม่รีบร้อนจนถึงขั้นเชื่องช้าในครึ่งแรก ทำให้เรื่องราวค่อนข้างน่าเบื่ออยู่บ้าง ต้องบอกว่า ถ้าจะตัดความเยิ่นเย้อออกไปบ้าง ตัดต่อให้เรื่องเดินไปเร็วขึ้นเพื่อเข้าสู่เบื้องหลังที่เป็นช่วงของการทำสงครามแบบเนื้อๆ หนังคงสนุกกว่านี้มาก
สิ่งที่ทำให้หนังเป็นแฟนตาซีขึ้นมาหน่อย ก็เห็นจะเป็นสัตว์ร้ายตัวยักษ์ที่ร่างคล้ายช้าง กับนกอินทรีตัวใหญ่ยักษ์ และรวมไปถึงหมึกยักษ์ในป่าแห่งนั้น
รูปแบบของสงครามนั้นก็ไม่มีอะไรเกินกว่าที่เคยพบมา ฝ่ายที่เสียท่าต้องถอยร่นไปหลบภัยในป้องปรากาศ เจอคนทรยศที่ขอความช่วยเหลือแล้วไม่ส่งคนมาช่วย หนังเรื่องนี้จะเน้นให้ผู้หญิงได้รับบทเด่น ส่วนพวกผู้ชายก็จะประมาทเพราะมองว่าเหลือแค่เพียงสตรี โดยเฉพาะวูล์ฟที่เลือดแค้นขึ้นหน้าจนไม่ยอมถอยให้กับทุกสิ่ง ขณะที่เฟรอาลาฟ เจ้าชายลูกพี่ลูกน้องของเฮร่าก็ได้รับบทเป็นแค่ตัวประกอบเท่านั้น
Taglines: History becomes legend.
แอนิเมชันเรื่องนี้จึงมุ่งเน้นให้สตรีได้รับโอกาสสำแดงฝีมือด้านการรบที่ไม่ด้วยไปกว่า แถมยังอาจเหนือกว่าเพศชาย เดาว่าเขาตั้งใจใส่บุคลิกผมสีแดงกับเฮร่าเพื่อส่งเสริมให้เธอมีภาพที่ห้าวหาญกว่าหญิงทั่วไป ทั้งบทก็ยังกล่าวถึงกลุ่มสตรีชิลด์เมเด้นที่เคยก่อวีรกรรมเลื่องลือในช่วงก่อนหน้านี้ด้วย
หนังปิดท้ายด้วยการบอกเล่าถึงพ่อมดขาวและดำที่คนรักหนังชุดนี้รู้จักดี แถมยังพยายามจะเชื่อมกับเรื่องแหวนหน่อยๆ ด้วย โดยรวมมันก็ถือว่า ไม่เลวเลยเชียวล่ะ แต่ถ้าจะเล่ากระชับกว่านี้หน่อยก็น่าจะดีกว่านี้มากๆ เลย
รายละเอียดเกี่ยวกับหนัง
| ชื่อภาพยนตร์ | The Lord of the Rings: The War of the Rohirrim / เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์: ศึกแห่งโรเฮียร์ริม |
| กำกับ | Kenji Kamiyama (จากอะนิเมะซีรีส์ ‘Eden of the East’) |
| เขียนบท | Jeffrey Addiss, Will Matthews, Phoebe Gittins, Arty Papageorgiou |
| แสดงนำ (พากย์) | Brian Cox, Gaia Wise, Miranda Otto, Luca Pasqualino, Lorraine Ashbourne |
| แนว/ประเภท | แอนิเมชัน, แอ็คชัน, ผจญภัย, ดราม่า, แฟนตาซี |
| เรท | PG-13 |
| ความยาว | 134 นาที |
| ปี | 2024 |
| สัญชาติ | นิวซีแลนด์, ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา |
| เข้าฉายในไทย | |
| ผลิต/จัดจำหน่าย | New Line Cinema, Warner Bros. Animation, WingNut Films |
คะแนนรีวิวหนัง เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์: ศึกแห่งโรเฮียร์ริม
พล็อตและบท - 7
การพากย์เสียง - 7
การดำเนินเรื่องและการตัดต่อ - 6.5
เพลงและดนตรีประกอบ - 7.5
งานภาพ และเทคนิคพิเศษ - 7.5
7.1
The Lord of the Rings: The War of the Rohirrim
คราวนี้ มิดเดิลเอิร์ธถูกบอกเล่าในแบบหนังแอนิเมชัน โดยฝีมือการกำกับของ Kenji Kamiyama ที่หยิบเอาเรื่องไม่กี่บรรทัดมาขยายให้เป็นหนังยาว 2 ชั่วโมง ด้วยงานภาพอันยอดเยี่ยม เล่าเรื่องเชิดชูความสามารถของผู้หญิงในสถานการณ์ที่ผู้ชายได้รับโอกาสมากกว่าเสมอ เมื่อถูกเพื่อนที่กลายเป็นศัตรูผู้คั่งแค้นบุกเข้าโจมตี และเธอคือความหวังเดียวที่เหลืออยู่ของผู้คน อาจจะรู้สึกว่าหนังยาวไปนิด ช่วงปูเรื่องค่อนข้างยืดไป ถ้ากระชับกว่านี้คงจะดีเพราะครึ่งหลังสนุกกว่ามาก
