บางครั้งบางที เราอาจรู้สึกว่า อยู่ตรงนี้ก็ดีอยู่แล้ว จะต้องดิ้นรนออกไปค้นหาอะไรอีกทำไม แต่บางคนเขาไม่คิดอย่างนั้นน่ะสิครับ ในโลกหลังการล่มสลาย หลังโรคจากไวรัสระบาด มนุษย์เหลือน้อยนิดและบางส่วนก็อันตรายยิ่ง บางคนเขาอาจพบว่า ชีวิตมันไร้ความหมาย หลังสูญเสียไปทั้งลูก ทั้งเมีย เขาเหลือเพียงหมา จึงออกไปค้นหาพื้นที่แห่งใหม่ นี่คือเรื่องคราวๆ ในหนังดิสโทเปียเรื่องล่าจาก รีดลีย์ สก็อต ‘The Dog Stars’ หรือชื่อไทย ‘เดอะ ด็อก สตารส์’
คิดเห็นเช่นไรกับหนังว่าด้วยโลกหลังการล่มสลายเรื่องนี้?
มันคือหนังดิสโทเปียอีกเรื่องหนึ่งนั่นแหละ แต่ตัวเอกเป็นนักบินท่ามกลางโลกที่มนุษย์เหลือน้อยเต็มที เขาที่เสียทั้งเมียทั้งลูก เหลือเพียงหมา กลับอยากจะพบเจอพื้นที่ใหม่ราวกับอยากหาไรทำให้กับชีวิตที่ดูไร้ความหมาย จนมันกลายเป็นการเดินทางเพื่อพบคำตอบ หนังที่มีชื่อเป็นหมา และหมาในเรื่องก็น่ารักแสนรู้เอามากๆ แต่ก็อาจเป็นหนังที่ทำร้ายจิตใจคนรักหมาอยู่พอสมควรเลย
แถมหนังก็มีทั้งช่วงที่เนิบช้า (ดนตรีประกอบโคตรละมุน) เต็มไปด้วยซีนที่ปล่อยให้ครุ่นคิด และช่วงเวลาที่พาตื่นเต้นได้มากพอควร
เรื่องย่อหนัง ‘The Dog Stars’
ท่ามกลางโลกหลังการล่มสลาย และเชื้อไวรัสก็ทำลายล้างมนุษยชาติ ผู้คนที่เหลืออยู่น้อยนิดต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ฮิก (Jacob Elordi จากหนังเรื่อง ‘Wuthering Heights’ และ ‘Frankenstein’) หนุ่มช่างและนักบินผู้สูญเสียภรรยาและลูกไปกับโรคระบาด เขารอดมาได้และได้พาร์ทเนอร์ที่ดีอย่าง แบงลีย์ (Josh Brolin จากหนังเรื่อง ‘Weapons’ และ ‘Avengers: Endgame’) ด้วยทักษะสายทหาร แบงลีย์จะคอยเก็บกวาดพวกเศษเดนและสกาเวนเจอร์สทั้งหลายให้
โดยที่ฮิกทีหมาคู่ใจที่พาไปไหนไปด้วยตลอดเวลา คือ เจ้าแจสเปอร์ หมาที่เป็นเหมือนสิ่งเดียวที่เหลืออยู่จากภรรยาของเขา
แต่ดูเหมือนฮิกที่ไม่เคยมูฟออนไปจากการสูญเสียภรรยา จะไม่พอใจแค่การใช้ชีวิตอยู่ในทุ่งแห่งนี้ เขาเลือกจะบินออกไปเพื่อค้นหาพื้นที่แห่งใหม่ และมันก็นำให้เขาไปเจอกับ ซีม่า (Margaret Qualley จากหนังเรื่อง ‘The Substance’ และ ‘Kinds of Kindness’) ลูกสาวของป็อปส์ (Guy Pearce จากหนังเรื่อง ‘The Woman in Cabin 10’ และ ‘The Brutalist’)
รีวิวหนัง ‘เดอะ ด็อก สตารส์’
ถ้าจะอธิบายแบบสั้นๆ บอกความเป็นหนังเรื่องนี้ ก็คงบอกได้ว่า มันคือหลังวันสิ้นโลกของ ริดลีย์ สก็อต ที่ดัดแปลงบทมาจากนิยายของ ปีเตอร์ เฮลเลอร์ เล่าเรื่องการเอาตัวรอดและหาความหมายของชีวิตของตัวละครหลักที่รอดจากไวรัส
แม้ดูเหมือนชีวิตของฮิกกับบ้านอยู่กลางทุ่มกว้าง มีลานบิน กับเครื่องบิน มีคู่หูนักแม่นปืน จะดูเป็นอะไรที่โอเคสุดแล้วในโลกหลังการล่มสลายใบนี้ แต่ก็ดูเหมือนเขาจะยังไม่พอใจมันสักเท่าไหร่ หลังพ้นผ่านความทุกข์ระทมกับการสูญเสียทั้งลูกน้อยแบเบาะและเมียสุดรักไปเพราะไวรัส เหลือเพียงหมาแจสเปอร์เท่านั้นที่ยังอยู่ แต่เขาก็ยังรู้สึกทำใจกับมันไม่ได้อยู่ดี
จึงเฝ้าแต่บินไปโน่นนี่ คอยเงี่ยหูฟังสัญญาณวิทยุ เผื่อจะได้พื้นที่แห่งใหม่
ผมว่าเขาคงคาดหวังให้มันดีกว่าเก่า แต่ในมุมของเราผู้ชมก็คงรู้สึกว่า ที่เป็นอยู่นี่มันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่รึ แม้ฮิกจะทะเลาะกันบ่อยเพราะแทบจะคิดเห็นไม่ตรงกันก็ตาม คนนึงบินไปเก็บข้าวของกินของใช้ในเมือง อีกคนคอยจัดการพวกสคาเวนเจอร์ส อยู่ในโลกแบบนี้ มันก็น่าจะพอใจแล้ว แต่ในขณะที่คนนึงพอ อีกคนนึงยังต้องการค้นหาอะไรสักอย่างอยู่ จึงเกิดเรื่องราวขึ้นมา
ก็นับว่าแปลกใหม่น่าสนใจดี ที่ตัวเอกของหนังหลังวันล่มสลายกลายเป็นนักบิน เพราะมันทำให้ ‘เดอะ ด็อก สตารส์’ มีภาพมุมของสูงของโลกให้เราได้เห็นกัน ผืนป่าที่กว้างไกล สัตว์ป่ามากมาย แต่เราไม่แน่ใจเลยว่า มันเป็นอย่างนี้มานานแค่ไหนแล้ว เพราะโลกมันได้วิวัฒน์มนุษย์กลุ่มใหม่เกิดขึ้น พวกรีปเปอร์ที่รวมตัวกันกลุ่มและไล่ล่าไปทุกที่ที่ยังมีคนอยู่
หลายคนคงไม่ค่อยชื่นชอบความช้าของมัน ทีแรกผมก็รู้สึกอย่างนั้นนะ แต่ก็กลับพบว่าเป็นหนังที่ไม่ทำให้รู้สึกง่วงเลย แม้ดนตรีประกอบจะเน้นกีตาร์โปร่งสร้างบรรยากาศที่เบาสบายราวกับโลกหลังการล่มสลายนี่มันช่างน่าอภิรมย์ แต่ความจริง มันอาจเป็นความสุขหนึ่งเดียวของตัวละคร ก่อนความอยากหาที่มาของเสียงวิทยุลึกลับจะพาเขาไปพบเจอกับอีกหนึ่งบรรยากาศ และแปรเปลี่ยนดนตรีประกอบของหนังให้กลายเป็นอีกแบบ
แม้ใครจะมองว่าหนังมันเดินช้าเราก็ไม่สนใจ หนังพาให้นายแพทได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลาอยู่บนฟ้าของเต็มอิ่ม หนังมันให้เวลาให้พื้นที่คนดูได้เฝ้ามองและครุ่นคิด ฮิกเอาแต่บินไปบ้านเก่าเฝ้านึกถึงแต่เมีย ชีวิตที่ยึดติดไม่ไปไหน แต่กลับอยากไปยังพื้นที่ปริศนา
ถึงแม้เราจะไม่ค่อยเก็ทว่า ฮิกจะออกเดินทางหาเจ้าของเสียงวิทยุนั้นไปทำไมในเมื่อที่เดิมก็ดีอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยเรื่องราวมันก็เดินทางไปกับเขา ถ้าเขาไม่ออกไปก็คงไม่มีการผจญภัยเกิดขึ้น เขาคงไม่ได้เจอกับพ่อลูกชาวไร่อย่างป็อปส์กับซีม่า
และถ้าไม่มีเหตุบินไกลครั้งนี้ เขาคงไม่ได้ค้นพบคำตอบอะไรบางอย่างที่จะมาในตอนท้ายเรื่อง
คิดไปอีกที นี่มันคงเป็นสไตล์ของหนังและนิยายดิสโทเปียแหละ พวกเขามักจะนึกภาพของมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ในช่วงนั้น ว่าคงมีหลายแบบ ทั้งแบบที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวชิลๆ ไม่ข้องเกี่ยวใครแต่ป้องกันตัวเองด้วยการฆ่า พวกที่ย้อนไปใช้ชีวิตกันแบบเก่าอย่างสุขสงบ พวกที่หัวรุนแรงที่รวมกันเพื่อไล่ล่าและแย่งชิงอาหารจากมนุษย์ด้วยกันเอง กับพวกที่ตักตวงทุกอย่างเพื่อสร้างความหรูหราแต่จิตป่วย
แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด และน่าจะเป็นแมสเสจหลักของหนังเรื่องนี้ ก็คือ การรับมือกับความสูญเสียที่ไม่ได้มีอยู่แค่วิธีเดียว มันอาจเป็นการออกไปหาแม้จะรู้ว่าอันตราย แต่มันอาจคุ้มก็ได้ เมื่อได้เจอคำตอบใหม่ของการก่อร่างสร้างสังคมขึ้นมา ถ้าไม่ตายซะก่อน
รายละเอียดเกี่ยวกับหนัง
| ชื่อภาพยนตร์ | The Dog Stars / เดอะ ด็อก สตารส์ |
| กำกับ | Ridley Scott |
| เขียนบท | Peter Heller, Mark L. Smith, Christopher Wilkinson |
| แสดงนำ | Jacob Elordi, Margaret Qualley, Josh Brolin, Guy Pearce, Allison Janney, Benedict Wong |
| แนว/ประเภท | แอ็คชัน, ผจญภัย, ดราม่า, ไซไฟ, ระทึกขวัญ |
| เรท | R / น15+ |
| ความยาว | 118 นาที |
| ปี | 2026 |
| สัญชาติ | สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา |
| เข้าฉายในไทย | 27 สิงหาคม 2026 |
| ผลิต/จัดจำหน่าย | 20th Century Studios, Scott Free Productions |
คะแนนรีวิวหนัง เดอะ ด็อก สตารส์
พล็อตและบท - 6.5
การแสดง - 7.5
การดำเนินเรื่องและการตัดต่อ - 7
เพลงและดนตรีประกอบ - 8.5
งานถ่ายภาพ เทคนิคพิเศษ และโปรดักชัน - 7.5
7.4
The Dog Stars
มันคือหนังดิสโทเปียอีกเรื่องหนึ่งนั่นแหละ แต่ตัวเอกเป็นนักบินท่ามกลางโลกที่มนุษย์เหลือน้อยเต็มที เขาที่เสียทั้งเมียทั้งลูก เหลือเพียงหมา กลับอยากจะพบเจอพื้นที่ใหม่ราวกับอยากหาไรทำให้กับชีวิตที่ดูไร้ความหมาย จนมันกลายเป็นการเดินทางเพื่อพบคำตอบ หนังที่มีชื่อเป็นหมา และหมาในเรื่องก็น่ารักแสนรู้เอามากๆ แต่ก็อาจเป็นหนังที่ทำร้ายจิตใจคนรักหมาอยู่พอสมควรเลย แถมหนังก็มีทั้งช่วงที่เนิบช้า (ดนตรีประกอบโคตรละมุน) เต็มไปด้วยซีนที่ปล่อยให้ครุ่นคิด และช่วงเวลาที่พาตื่นเต้นได้มากพอควร
