ห่างหายกันไปนาน 5 ปีเลยทีเดียวกับการไม่ได้เห็นหน้าและชุดน้ำเงินแดงของไอ้แมงมุม ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ก็ต้องเจอปัญหาเหมือนกัน เมื่อ 4 ปีเต็มที่เขาเก็บตัวและโดดเดี่ยว ไม่ได้เจอเอ็มเจเลยสักวัน และเธอก็จำเขาไม่ได้ด้วย ปวดใจมิใช่น้อย แต่ดูเหมือนปัญหานี้กำลังคลี่คลาย ในภาค ‘Spider-Man: Brand New Day’ หรือชื่อไทย ‘สไปเดอร์-แมน แบรนด์ นิว เดย์‘ ที่กลับมาให้หายคิดถึงกันสักที
คิดเห็นเช่นไรกับหนังไอ้แมงมุมภาคนี้?
ภาคสี่ของสไปเดอร์-แมนในเวอร์ชัน ทอม ฮอลแลนด์ หนนี้ดูจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในช่วงชีวิตที่โตเป็นผู้ใหญ่ ต้องอยู่อย่างเดียวดาย ไร้เพื่อนและคนรัก แถมร่างกายก็กำลังเปลี่ยนแปลง ประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มขึ้นมาเริ่มทำให้เขาต้องเศร้าซึมแต่ครุ่นคิด และต้องเลือกให้ได้ว่า เขาจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในแบบใด
เป็นภาคที่ไม่ได้มีตัวร้ายอย่างชัดแจ้งนัก แต่ตัวละครจะเยอะหน่อย เหมือนจะยังคงเล่าในสไตล์เชื่อมจักรวาล แต่ก็มีสตอรี่ที่ทัชใจ ไม่ว่าใครก็ต้องเสียน้ำตา ทั้งเรื่องความรัก มิตรภาพ และการค้นพบตัวเอง
เรื่องย่อหนัง ‘Spider-Man: Brand New Day’
หลังจากเรื่องราวในภาค ‘No Way Home’ ผ่านพ้นไป 4 ปี ปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ (Tom Holland จากหนังเรื่อง ‘The Odyssey’) กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้โดดเดี่ยว เขาเก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร เอาแต่ทำงานช่วยเหลือผู้คนชาวนิวยอร์กร่วมกับนายตำรวจหญิง จีน เดอวูล์ฟ (Liza Colón-Zayas) แต่สิ่งหนึ่งที่ปีเตอร์ต้องทุกข์ทนก็คือการได้เห็น เนด (Jacob Batalon) เพื่อนสนิท และ เอ็มเจ (Zendaya จากหนังเรื่อง ‘The Odyssey’ และ ‘Challengers’) หญิงคนรักที่ไม่เหลือความทรงจำใดๆ เกี่ยวกับเขาแล้วนี่แหละ
ในขณะที่เมืองก็ต้องการงานอาสาเต็มเวลาจากเขา แต่ปีเตอร์เองก็เริ่มเจอกับปัญหาสภาพร่างกายที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป แต่งานก็ยังคงเข้าไม่หยุด เมื่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ร้ายแรงกว่าที่เคยกำลังคืบคลานเข้าสู่เมือง
รีวิวหนัง ‘สไปเดอร์-แมน แบรนด์ นิว เดย์’
หลายคนอาจยังไม่คุ้นกับชื่อของ Destin Daniel Cretton ผู้กำกับเรื่องนี้ แต่จะบอกว่า ที่จริงแล้ว เขาเคยกำกับซีรีส์ ‘Wonder Man’ มาสองตอน, ‘American Born Chinese’ สองตอน แล้วก็ยังเคยกำกับหนัง ‘Shang-Chi and the Legend of the Ten Rings’ ด้วย เพราะฉะนั้น ก็ต้องถือว่าเขามีผลงานและเครดิตมากพอตัว อาจมากพอจะการันตีความสนุกของไอ้แมงมุมภาคนี้ได้เลยด้วยซ้ำ
เมื่อรวมพลังเข้ากับฝีมือการเขียนบทของ Chris McKenna และ Erik Sommers ที่เขียนบทไอ้แมงมุมภาคก่อนหน้ามาทั้งสามภาค ย่อมจะรู้จักคาแรกเตอร์นี้ดี และรู้ว่าอะไรที่ควรจะเล่าแต่ยังไม่เคยเล่านั่นแหละ
หลังเล่นใหญ่เล่นโตมานาน ดูเหมือนหนนี้ เขาจะกลับมาเล่าเรื่องส่วนตั๊วส่วนตัวอย่างการมีคนรักและเพื่อนสนิทที่จดจำปีเตอร์ไม่ได้ และมีเพียงปีเตอร์ที่ยังจดจำอยู่ฝ่ายเดียวมาตลอด ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการให้พวกเขายังปลอดภัย เอาจริงๆ มันมีความเป็นหนังรักอย่างที่สัมผัสได้ในครึ่งแรก
ความโดดเดี่ยวของการสลัดตัวตนปีเตอร์ ปาร์กเกอร์ ออกไปอย่างสิ้นเชิง เก็บตัวอยู่คนเดียว และออกไปข้างนอกในฐานะสไปเดอร์-แมนเพียงเท่านั้น มันทำให้ปีเตอร์ต้องหัวใจสลาย เมื่อเธอจำเขาไม่ได้ และความรู้สึกนั้นน่าจะเกาะกินหัวใจจนถ้ารอให้นานกว่านี้ ปีเตอร์อาจมีภาวะซึมเศร้าไปแล้ว
ช่วงเวลาแบบนั้น นำพาหัวจิตหัวใจมาให้กับซูเปอร์ฮีโร่ จะบทพูด สายตา การตัดต่อและดนตรีประกอบ หลอมรวมกันทั้งคนดูอย่างเราต้องเศร้าซึม ทั้งที่เราห่างจากเรื่องราวของพวกเขาไปเป็นปีๆ แต่ก็กลับต่อติดจนต้องเสียน้ำตาราวกับเป็นเรื่องราวของตัวเองไปซะอย่างงั้น
เมื่อผ่านจากช่วงหนังรักมาได้ มันก็กลับกลายเป็นหนังดราม่าเข้าให้อีก ระหว่างที่ได้ร่วมภารกิจอย่างไม่เต็มใจนักกับ แฟรงก์ คาสเซิล หรือเดอะพันนิชเชอร์ (Jon Bernthal จากซีรีส์ ‘His & Hers’) ปีเตอร์ก็ยังได้เจอกับ ดร.แบนเนอร์ หรือเดอะฮัลค์ (Mark Ruffalo จากหนังเรื่อง ‘Now You See Me: Now You Don’t’) แล้วก็ เยเลน่า เบโลว่า หรือ แบล็คมิโดว์ (Florence Pugh จากหนังเรื่อง ‘Thunderbolts*’)
ในช่วงเวลานั้น ปีเตอร์ก็มาเจอกับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปตามวงจรชีวิตของแมงมุม พร้อมกับต้องมาค้นหาและเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้ของภัยคุกคามครั้งใหม่ ที่ย้อนมาให้เขาต้องเข้าใจตนเอง
ปีเตอร์ต้องเจอหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งป้าตาย เพื่อนรักและแฟนจำเขาไม่ได้ บาดเจ็บสะบักสะบอม โดดเดี่ยว ร่างกายเปลี่ยนแปลง และต้องปิดบังตัวตน แต่เขายังคงเป็นฮีโร่ในแบบที่เชื่อมั่น นี่มันเป็นหนังดราม่าที่ปะปนมาด้วยฉากแอ็คชันระทึกของตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ชัดๆ และคนดูอย่างเราก็เสียน้ำตาอีกรอบจนได้…
จนถึงวันนี้แล้ว คงไม่ได้ต้องบอกกันแล้วเนอะว่า จะได้เจอกับนักแสดงคนไหน ซึ่งจะว่าไปอาจเป็นสาเหตุให้บางคนเลือกจะเข้าโรงหนังมาดูไอ้แมงมุมภาคนี้เลยก็เป็นได้
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมชอบ ‘แบรนด์ นิว เดย์’ ก็คือดนตรีประกอบครับ ผมชอบหลายๆ เพลงเลย โดยเฉพาะเพลงสุดท้ายที่ดังขึ้นมาระหว่างเครดิตลอยขึ้นมา ดนตรีประกอบของหนังเรื่องนี้เป็นผลงานการประพันธ์ของ Michael Giacchino ที่ผมชื่นชมอยู่ก่อนแล้วนั่นเอง
ได้ฟังเพลงกันเพลินๆ แล้วก็ถึงเวลาของฉากแถมที่แปะไว้ท้ายสุด ซึ่งก็ไม่รู้ว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดีเหมือนกัน
รายละเอียดเกี่ยวกับหนัง
| ชื่อภาพยนตร์ | รีวิวหนัง สไปเดอร์-แมน แบรนด์ นิว เดย์ |
| กำกับ | Destin Daniel Cretton |
| เขียนบท | Chris McKenna, Erik Sommers |
| แสดงนำ | Tom Holland, Zendaya, Mark Ruffalo, Jon Bernthal, Jacob Batalon, Sadie Sink, Florence Pugh, Marisa Tomei, Naomi Watts |
| แนว/ประเภท | แอ็คชัน, ไซไฟ, ผจญภัย |
| เรท | PG-13 |
| ความยาว | 145 นาที |
| ปี | 2026 |
| สัญชาติ | สหรัฐอเมริกา |
| เข้าฉายในไทย | 30 กรกฎาคม 2026 |
| ผลิต/จัดจำหน่าย | Columbia Pictures, Marvel Studios, Ontario Creates, Pascal Pictures, Sony Pictures Entertainment |
คะแนนรีวิวหนัง สไปเดอร์-แมน แบรนด์ นิว เดย์
พล็อตและบท - 7.8
การแสดง - 7.8
การดำเนินเรื่องและการตัดต่อ - 7.8
เพลงและดนตรีประกอบ - 8.5
งานถ่ายภาพ เทคนิคพิเศษ และโปรดักชัน - 8.5
8.1
Spider-Man: Brand New Day
ภาคสี่ของสไปเดอร์-แมนในเวอร์ชัน ทอม ฮอลแลนด์ หนนี้ดูจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในช่วงชีวิตที่โตเป็นผู้ใหญ่ ต้องอยู่อย่างเดียวดาย ไร้เพื่อนและคนรัก แถมร่างกายก็กำลังเปลี่ยนแปลง ประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มขึ้นมาเริ่มทำให้เขาต้องเศร้าซึมแต่ครุ่นคิด และต้องเลือกให้ได้ว่า เขาจะเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในแบบใด เป็นภาคที่ไม่ได้มีตัวร้ายอย่างชัดแจ้งนัก แต่ตัวละครจะเยอะหน่อย เหมือนจะยังคงเล่าในสไตล์เชื่อมจักรวาล แต่ก็มีสตอรี่ที่ทัชใจ ไม่ว่าใครก็ต้องเสียน้ำตา ทั้งเรื่องความรัก มิตรภาพ และการค้นพบตัวเอง
