รีวิวหนัง The Odyssey มหากาพย์โอดิสซี | โอดิสซีอัสกลับถึงบ้านกี่โมง
ต่างคนต่างมีหนทางในการเลือกชมผลงานของเสด็จพ่อโนแลนในแบบของตน ทางนี้ก็เช่นกัน ผลงานใหม่ล่าสุดในปี 2026 ที่เปลี่ยนจากเล่าคนผู้อยู่เบื้องหลังสงคราม มายังบุคคลผู้เป็นส่วนสำคัญในสงคราม ที่ต้องเดินทางกลับบ้านหลังชัยชนะ แต่ทว่ายิ่งเดินทางกลับยิ่งหลงไปไกล เรื่องทั้งหมดที่เคยถูกขีดเขียนไว้ได้รับการนำมาบอกเล่าในหนัง ‘The Odyssey’ หรือชื่อไทย ‘มหากาพย์โอดิสซี‘
คิดเห็นเช่นไรกับหนังโนแลนเรื่องนี้?
เมื่อโนแลนหันมาเล่าเรื่องจากมหากาพย์กรีกโบราณ เรื่องราวที่เล่ามาเป็นพันปีแล้ว รายละเอียดที่ถูกแต่งเสริมเข้ามามากแค่ไหนไม่มีใครล่วงรู้ แต่มันก็เปิดให้ผู้กำกับสักคนมีพื้นที่จะตีความในแบบของตัวเอง หนังเรื่องนี้หยิบเอาช่วงเวลาหลังสงครามของโอดิสซีอัสมาบอกเล่า มีตัวละครมากมายที่เรียกร้องให้เราต้องหาข้อมูลก่อนเข้าโรง แต่กระนั้นก็ยังพบว่ามีอยู่หลายจุดที่ยังต้องการให้เรียนรู้เพิ่ม มันคือเรื่องของบุรุษที่เคยเป็นฮีโร่ในใจหลายคน แต่เขากลับเป็นนักโทษที่ต้องเดินทางยาวนานเพื่อเรียนรู้เข้าใจสิ่งที่ตนเคยกระทำมาตลอด
ต้องบอกว่า มันคือมหากาพย์กรีกโบราณที่ถูกบอกเล่าให้ร่วมสมัย มีประเด็นเรื่องการต่อต้านสงครามที่ใส่เข้ามาอย่างแข็งแรงมากๆ
เรื่องย่อหนัง ‘The Odyssey’
มันคือเรื่องของกษัตริย์แห่งเมืองอิธากา นามว่า โอดิสซิอัส (Matt Damon จากหนังเรื่อง ‘The Martian’ และ ‘Jason Bourne’) ผู้รอนแรมไปไกลเพื่อร่วมรบในสงครามกรุงทรอย เขาคือผู้คิดค้นไอเดียสำคัญที่ทำให้การรบอย่างยาวนานของกรีกนั้นจบสิ้นลงด้วยชัยชนะ แต่ในตอนนี้ อีกหนึ่งภารกิจสำคัญในชีวิตของเขาได้เริ่มต้นขึ้น นั่นคือ การล่องเรือเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากทรอย มุ่งหน้าสู่อิธากาที่เป็นบ้านของเขา ไปหาเมีย เพเนโลปี (Anne Hathaway จากหนังเรื่อง ‘Interstellar’ และ ‘The Dark Knight Rises’) ไปหาลูก เทเลมาคัส (Tom Holland จากหนังเรื่อง ‘Spider-Man: Homecoming’)
แต่ทว่า การเดินทางของเขามันช่างยาวนาน ยาวนานเหลือเกิน ผ่านไปราว 7 ปีแล้ว แต่อิธากายังคงเป็นเมืองที่ไร้กษัตริย์
เพเนโลปียังคงเป็นราชินีที่ไร้เงาราชา นางจึงมีผู้ชายมากมายที่มุ่งหมายมาสู่ขอ หนึ่งในนั้นคือ แอนติโนอุส (Robert Pattinson จากหนังเรื่อง ‘The Batman’ และ ‘Twilight’) ผู้ยังคงอยู่ในงานเลี้ยงเสมอมา เขาต้องการขึ้นเป็นราชาแทนที่โอดิสซีอัส ขณะที่เทเลมาคัสเองก็เชื่อว่าตนสามารถขึ้นเป็นกษัตริย์แทนพ่อได้
นี่คือการเดินทางฝ่าอุปสรรคต่างๆ นานา ทั้งยักษ์ตาเดียวไซคลอปส์โพลีฟีมัส ไซเรน และคาลิปโซ ในช่วงเวลาที่มนุษย์ยังคงยึดโยงตัวเองกับเหล่าเทพทั้งหลาย
รีวิวหนัง ‘มหากาพย์โอดิสซี’
อย่างที่รู้กันว่า มันเป็นเรื่องที่ถูกเล่ามา 3,000 ปีแล้ว ในช่วงนั้น มนุษย์ยังมีความเชื่อเรื่องเทพกันอย่างมาก จนจะเล่าอะไรก็ยึดโยงกับเรื่องเทพไปเสียหมด แถมยังยกให้เทพมีฤทธิ์มากจนมนุษย์ตัวจ้อยไม่คิดจะหืออะไรกับพวกท่าน แต่อย่างไรก็ดี ก็ยังมีบางตัวละครที่กล้าท้าทายเทพเจ้า และโอดิสซีอัสก็คงเป็นหนึ่งในนั้น
ภาพยนตร์เรื่องล่าของเสด็จพ่อ Christopher Nolan ก็หยิบมันมาจากนิยายเรื่องยิ่งใหญ่ผลงานของ Homer ที่ไม่ได้เอาทั้งเรื่องมาทำ เขาหยิบมาเฉพาะช่วงหลังสงครามกรุงทรอย (หรือโทรจัน) สิ้นสุดลง ซึ่งนั่นก็ใช้เวลาไป 10 ปีแล้ว และเป็นโอดิสซีอัส ชายผู้ออกความคิดสร้างม้าไม้เข้าไปทำลายกรุงทรอยจากด้านในนั่นแหละ ครั้งนี้เขาต้องออกเดินทางไปกับลูกเรือเพื่อกลับยังอิธากาที่ลูกเมียรออยู่ ซึ่งมันก็ใช้เวลาอีก 10 ปีเต็มเลยทีเดียว
ทำให้มันดูเป็นหนังผจญภัย แต่เมื่อมันเป็นมหากาพย์เทพนิยาย มันก็เลยมีแฟนตาซีเข้ามาปะปน
และด้วยความที่มันดัดแปลงสร้างมาจากมหากาพย์กรีกโบราณ มันจึงมีตัวละครเต็มไปหมดทั้งมนุษย์และเทพ นอกจากตัวละครที่อยู่ในหนังแล้ว แม้จะพยายามทำการบ้านมาพอสมควรว่า เรื่องราวทั้งหมดมีอะไรเกิดขึ้น แต่การเลือกเล่าเพียงเรื่องการเดินทางกลับบ้านของโอดิสซีอัส (หรือโอดิสซุส/โอดีสซีอุส) มันก็จะมีบางตัวที่ถูกเอ่ยถึง ซึ่งต้องยอมรับว่า ยังจดจำได้ไม่มากพอ
แต่ก็นั่นแหละ แม้หนังมันจะเดินเรื่องอย่างไม่เป็นเส้นตรง มีแฟลชแบ็ก มีสลับไปสลับมา ก็ยังสามารถเข้าใจเรื่องราวได้ คงต้องขอบคุณตัวเองก็ที่ทำการบ้านก่อนมา เลยเข้าใจทุกเรื่องราว แต่สิ่งที่ได้เพิ่มเข้ามาคือ รายละเอียดของแต่ละเหตุการณ์ เหตุผลของการกระทำ และบางเหตุการณ์ที่ยังไม่รู้มาก่อน
นอกจากนี้ ในบทสนทนา เรายังเห็นประเด็นบางอย่างที่ถูกหยิบใส่เข้ามาในหนังด้วยนะ
Tagline: Defy the gods.
เบื้องหลังเหตุการณ์สำคัญๆ ในนั้น ทำให้เราได้เห็นข้อความคมๆ ที่พาเราเข้าได้มองเห็นถึงเรื่องเบื้องหลังสงครามที่ไร้เหตุผล พาคนไปตายมากมายเพียงเพราะเรื่องเพียงเล็กจ้อย สงครามที่เกิดขึ้นและเป็นไปตามความปรารถนาของผู้นำที่บางครั้งก็โกหกปิดบังความจริงเพื่อผลลัพธ์ที่มีแค่ตัวผู้นำที่ต้องการ
นอกจากนี้ มันก็ยังบอกเล่าถึงการมองคนอย่างเท่าเทียม เป็นประเด็นที่แทรกอยู่ในตลอดทั้งเรื่องราว โดยให้โอดิสซีอัสที่ต้องเดินทางเพื่อความเข้าใจชีวิต ก่อและสำนึกความผิด ก่อนค้นพบหนทางออก แน่นอนว่า ทำให้มันกลายเป็นการตีความมหากาพย์อายุ 3 พันปีที่ทำได้น่าสนใจ
ในความรู้สึกของข้าพเจ้า หนังของโนแลนยังคงโดดเด่นในงานภาพและดนตรีประกอบอยู่เช่นเดิม แม้ครั้งนี้ จะเลือกไปชมในโรงที่ไม่ใช่ IMAX ซึ่งก็ยังคงได้อรรถรสที่หนังดีๆ ของเขาจะให้กับผู้ชมได้ เพียงแต่ในระหว่างดูจะรับรู้ตลอดเวลาว่ามันมีภาพส่วนบนและล่างที่ถูกคร็อปไปนั่นแหละ อันนี้ก็ต้องโทษสภาพเศรษฐกิจส่วนตัวนั่นแหละ ส่วนใครอยากจะรับชมในแบบไหน สัดส่วนเท่าใด นั่นมันก็เรื่องส่วนบุคคล เราไม่ก้าวก่ายกันเนอะ
เช่นเดียวกับ การแสดงของแต่ละคน ก็ต้องบอกว่าประทับใจกับทุกตัวละครมาก สวมบทบาทกันได้ดิบดีจนไม่รู้สึกว่าอยากจะติใคร แต่อาจจะต้องโปร โรเบิร์ต แพททินสัน มากหน่อย มันรู้สึกอย่างชัดจริงๆ อีกอย่างก็คือ เป็นหนังอีกเรื่องที่ดูจบแล้วรู้สึกอยากซ้ำด้วยเพราะรายละเอียดบางส่วนที่ยุ่บยั่บ ตัวละครที่มีแง่มุมและรายละเอียด (ที่ยังไม่ได้ถูกเล่า) มากมาย
นี่แหละนะ หนังของเสด็จพ่อโนแลนเขาล่ะ
รายละเอียดเกี่ยวกับหนัง
| ชื่อภาพยนตร์ | The Odyssey / มหากาพย์โอดิสซี |
| กำกับ | Christopher Nolan |
| เขียนบท | Christopher Nolan (จากบทประพันธ์ของ Homer) |
| แสดงนำ | Matt Damon, Robert Pattinson, Tom Holland, Elliot Page, Anne Hathaway, Mia Goth, Benny Safdie, Jon Bernthal, Zendaya, Charlize Theron, Lupita Nyong’o |
| แนว/ประเภท | ผจญภัย, ดราม่า, แฟนตาซี, โรแมนติก |
| เรท | MPAA: 15, ไทย:15+ |
| ความยาว | 172 นาที |
| ปี | 2026 |
| สัญชาติ | สหรัฐอเมริกา |
| เข้าฉายในไทย | 17 กรกฎาคม 2026 |
| ผลิต/จัดจำหน่าย | Universal Pictures, Syncopy |
คะแนนรีวิวหนัง มหากาพย์โอดิสซี
พล็อตและบท - 8.8
การแสดง - 8.5
การดำเนินเรื่องและการตัดต่อ - 9
เพลงและดนตรีประกอบ - 8.5
งานถ่ายภาพ เทคนิคพิเศษ และโปรดักชัน - 9
8.8
The Odyssey
เมื่อโนแลนหันมาเล่าเรื่องจากมหากาพย์กรีกโบราณ เรื่องราวที่เล่ามาเป็นพันปีแล้ว รายละเอียดที่ถูกแต่งเสริมเข้ามามากแค่ไหนไม่มีใครล่วงรู้ แต่มันก็เปิดให้ผู้กำกับสักคนมีพื้นที่จะตีความในแบบของตัวเอง หนังเรื่องนี้หยิบเอาช่วงเวลาหลังสงครามของโอดิสซีอัสมาบอกเล่า มีตัวละครมากมายที่เรียกร้องให้เราต้องหาข้อมูลก่อนเข้าโรง แต่กระนั้นก็ยังพบว่ามีอยู่หลายจุดที่ยังต้องการให้เรียนรู้เพิ่ม มันคือเรื่องของบุรุษที่เคยเป็นฮีโร่ในใจหลายคน แต่เขากลับเป็นนักโทษที่ต้องเดินทางยาวนานเพื่อเรียนรู้เข้าใจสิ่งที่ตนเคยกระทำมาตลอด ต้องบอกว่า มันคือมหากาพย์กรีกโบราณที่ถูกบอกเล่าให้ร่วมสมัย มีประเด็นเรื่องการต่อต้านสงครามที่ใส่เข้ามาอย่างแข็งแรงมากๆ













