หลังจากเราได้พบกับหนังญี่ปุ่นโปรดักชันระดับอินเตอร์ที่เล่าเรื่องของก็อตซิลล่า ไคจูตัวใหญ่ที่โผล่ขึ้นฝั่งญี่ปุ่นหลังเพิ่งผ่านพ้นสงครามมาหมาดๆ แต่นั่นคือเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนนี้ มันได้เวลาอันสมควรแล้ว ก็ควรจะได้พบกับภาคต่อมากันเสียที กับหนังที่ชื่อ ‘Godzilla Minus Zero’ หรือชื่อไทย ‘ก็อดซิลล่า ไมนัส ซีโร่’ ที่จะสนุก อลังการ สานต่อความยิ่งใหญ่จากภาคแรกได้แค่นี้ เอ้า เรามาเริ่มเหลากัน!
บทความนี้มีอะไรบ้าง?
คิดเห็นเช่นไรกับหนังไคจูเรื่องนี้?
ภาคต่อที่ยังคงสานต่อเจตนารมณ์เดิม เพิ่มเติมคือจิกกัดเมกา อย่างที่รู้กันว่า ก็อตซิลล่ามันไม่เคยตายจริงๆ หลังมนุษย์ทำลายมันได้ในภาคก่อน ภาคนี้มันก็กลับมาใหม่ แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะหนังมันยังพาไคจูมาอีกตัว จนเกิดเป็นฉากการต่อสู้ระหว่างสัตว์ประหลาดยักษ์ 2 ตัวที่ชวนระทึกตื่นเต้นสุดๆ รวมงานสร้างเทคนิคด้านภาพที่ดูดียิ่งกว่าภาคแรกอย่างเห็นได้ชัดด้วย ด้านตัวละครมนุษย์ก็เพิ่มเติมเข้ามาหลายตัว มีทั้งคนที่เราคุ้นเคยและคนที่ยังไม่คุ้นหน้าเท่าไหร่
แต่พาร์ทดราม่าที่มากไปหน่อย ก็ทำให้หนังดูน่าง่วงในบางช่วง บวกกับตรรกะตัวละครที่บางทีก็ไม่ทำให้อินในจุดที่เขาอยากให้อินอะนะ
เรื่องย่อหนัง ‘Godzilla Minus Zero’
2 ปีหลังญี่ปุ่นโดนไคจูยักษ์อย่างก็อดซิลล่าถล่มจนราบ แถมเพิ่งจะจบสงครามไปไม่นาน พวกเขายังไม่ทันลืมภาพความเจ็บปวดเหล่านั้น ก็กลับต้องมาเจอภัยครั้งใหม่อีกครั้ง เมื่อญี่ปุ่บพบกับไคจูยักษ์อีกตัวโผล่มาทำลายบ้านเรือนพังราบไม่ต่างกัน
ชิกิชิมะ (Ryûnosuke Kamiki จากหนังเรื่อง ‘Kimi no na wa.’) อดีตนักบินหน่วยรบพิเศษ แต่งงานอยู่กินกับ โนริโกะ (Minami Hamabe จากหนังเรื่อง ‘Let Me Eat Your Pancreas’) ทั้งสองช่วยกันเลี้ยง อากิโกะ (Sae Nagatani) เหมือนกับเป็นลูกสาวที่แท้จริงของพวกเขาเอง
เคนจิ โนดะ (Hidetaka Yoshioka จากหนังเรื่อง ‘Always: Sunset on Third Street’) ยังคงเป็นหัวหน้าทีมรับมือภัยพิบัติ ที่ตอนนี้มีแต่งานรับมือไคจูเท่านั้น เขาได้ความร่วมมือจาก อาจารย์อาโอยามะ (Masami Nagasawa จากหนังเรื่อง ‘Dollhouse’) นักพยากรณ์อัจฉริยะจากกรมอุตุนิยมฯ เพื่อช่วยกันวางแผนและจัดการกับไคจูตัวใหม่นี้
ว่าแต่ เจ้าก็อดซิลล่าตัวเดิมก็กลับมาปรากฏตัวด้วยนี่นา หรือว่า…
รีวิวหนัง ‘ก็อดซิลล่า ไมนัส ซีโร่’
เมื่อปี 2023 ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น Takashi Yamazaki ก็เคยส่งโปรเจกต์หนังฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง ‘Godzilla Minus One’ ออกมาให้ผู้ชมทั้งโลกได้ตื่นตา ทำให้ได้มองเห็นว่า คนญี่ปุ่นก็ทำหนังโปรดักชันระดับโลกได้ดี และต้องเป็นหนังของสัตว์ประหลาดยักษ์ที่คนทั้งโลกรู้จักดี แม้ครั้งนั้น อาจยังทำสมบูรณ์พร้อมไปซะทั้งหมด แต่ก็กลายเป็นหลักไมล์ที่สำคัญ สร้างปรากฏการณ์ ผู้คนจดจำและต่างรอคอยภาคต่อมา
สามปีต่อมา ไคจูยักษ์ตัวเดิมก็กลับมาอีกครั้ง โดยหนังเล่าเรื่องสองปีหลังจากภาคแรก บอกเล่าสภาพของญี่ปุ่นที่ยังคงเจ็บหนักจากผลพวงของสงคราม แต่พวกเขายังมีภารกิจอันหนักอึ้งต้องสานต่อ นั่นคือ การรับมือกับเหล่าไคจูที่กลับมาคุกคามพวกเขาอีกครั้ง และครั้งนี้ มันไม่ใช่ตัวเดิม
ภาคนี้ มันทำให้เราได้เห็นสภาพของบ้านเมืองหลังสงครามได้ดีอีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือภาพของเด็กน้อยหลายคนที่ต้องกลายเป็นกำพร้า จนมีคนใจดีสร้างบ้านเพื่อดูแลพวกเขา ขณะเดียวกัน มันก็สร้างแง่มุมหลายสิ่งที่ส่งผลต่อความคิดและการกระทำของหลายตัวละคร อย่างเช่น ชายสูงวัยคนนึงที่ต้องสูญเสียทั้งครอบครัวเพราะไคจู กลับมาเพื่อแก้แค้น นักพยากรณ์ผู้เก่งกาจแต่ก็เคยทำผิดพลาดจนเป็นรอยตราบาปในใจตนเอง นักบินรบที่เกลียดชังสงครามแต่จำเป็นต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมันด้วยเหตุผลว่าต้องปกป้องผู้คน
แล้วภาคนี้ ก็เปิดตัวการมาของไคจูตัวใหม่ ซึ่งอันที่จริงก็รู้จักกันดีอยู่แล้วถ้าติดตามหนังไคจูยักษ์ในจักรวาลก็อดซิลล่ามาก่อน สิ่งที่เป็นจุดเด่นที่นายแพทมองเห็นว่าสำคัญ ก็คือ บทที่เขียนให้กลายเป็นเหตุผลของการฟาดฟัน โรมรันพันตู ของไคจูสองตัวนั่นเอง
อีกสิ่งที่สัมผัสได้จากหนังภาคนี้ คือ ความปรารถนาที่จะจิกกัดอเมริกาไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์อะไรก็ตาม บางฉากที่จงใจชัดเจนแต่อาจแค่อยากทำเพื่อความสะใจ กับบางฉากที่ตั้งใจจิกกัดจริงจัง จนทำให้คิดไปว่า ถ้ามีภาคถัดไป อาจจะมีฝั่งเมกามาร่วมสร้างบทบาทด้วยก็เป็นได้
อาจเป็นแนวทางของผู้กำกับคนนี้ กับการเล่าเรื่องไคจูยักษ์ที่มีพลังสูงสุดและมนุษย์ไม่อาจจะรับมือหรือต่อกรได้ สลับกันไปกับพาร์ทดราม่าระหว่างมนุษย์
สิ่งที่ดูเหมือนหนังภาคนี้จะยังทำได้ไม่โดนใจ ก็คือพาร์ทดราม่า ที่บางครั้งก็ยาวนานไป ทำให้หนังเหมือนวิ่งสลับเดินอยู่อย่างตลอดเวลา แถมบางครั้ง ก็ทำให้คนดูงุนงงในความคิดและตรรกะของตัวละคร จนพาลทำให้ไม่อินไปกับสิ่งที่ผู้กำกับต้องการ มันเลยกลายเป็นจุดอ่อนของหนังภาคนี้ไป
แต่สำหรับก็อดซิลล่าภาคนี้ สิ่งที่เขาทำได้ดีและโดดเด่น แถมทำได้ดีกว่าภาคแรก ก็คือ ฉากแอ็คชันของเหล่ามนุษย์ ฉากการต่อสู้ระหว่างไคจู และเทคนิคพิเศษด้านภาพที่พัฒนาจากภาคแรกไปมากพอสมควรทีเดียว ผู้ชมจะได้พบกับมุมมองภาพที่เหมือนย้อนไปดูหนังญี่ปุ่นยุคเก่าๆ ได้พบกับจังหวะของหนังสัตว์ประหลาดที่ต่างออกไปจากของฮอลลีวู้ด การเคลื่อนไหวของก็อดซิลล่าที่เนียนตากว่าเคย ภาพของบ้านเรือนที่ลอยละลิ่วอยู่กลางอากาศยามเครื่องบินของมนุษย์บินผ่าน และอีกหลายต่อหลายช็อต
ทำให้นี่เป็นหนังญี่ปุ่นที่คอหนังสมควรเข้าไปรับชมในโรงภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็นในโรง IMAX หรือไม่ก็ตาม
รายละเอียดเกี่ยวกับหนัง
| ชื่อภาพยนตร์ | Godzilla Minus Zero / ก็อดซิลล่า ไมนัส ซีโร่ / ゴジラ-0.0 |
| กำกับ | Takashi Yamazaki |
| เขียนบท | Takashi Yamazaki |
| แสดงนำ | Minami Hamabe, Jun Kunimura, Ryunosuke Kamiki, Masami Nagasawa, Sakura Ando, Hidetaka Yoshioka |
| แนว/ประเภท | แอ็คชัน, ดราม่า, สยองขวัญ, ไซไฟ, ระทึกขวัญ |
| เรท | R |
| ความยาว | 135 นาที |
| ปี | 2026 |
| สัญชาติ | ญี่ปุ่น |
| เข้าฉายในไทย | 4 พฤศจิกายน 2026 |
| ผลิต/จัดจำหน่าย | Robot Communications, Toho Studios, Toho, M Studio |
คะแนนรีวิว ก็อดซิลล่า ไมนัส ซีโร่
พล็อตและบท - 7.5
การแสดง - 7.8
การดำเนินเรื่องและการตัดต่อ - 7.5
เพลงและดนตรีประกอบ - 7.7
งานถ่ายภาพ โปรดักชั่นและเทคนิคพิเศษ - 8.8
7.9
Godzilla Minus Zero
ภาคต่อที่ยังคงสานต่อเจตนารมณ์เดิม เพิ่มเติมคือจิกกัดเมกา อย่างที่รู้กันว่า ก็อตซิลล่ามันไม่เคยตายจริงๆ หลังมนุษย์ทำลายมันได้ในภาคก่อน ภาคนี้มันก็กลับมาใหม่ แต่ไม่ใช่แค่นั้น เพราะหนังมันยังพาไคจูมาอีกตัว จนเกิดเป็นฉากการต่อสู้ระหว่างสัตว์ประหลาดยักษ์ 2 ตัวที่ชวนระทึกตื่นเต้นสุดๆ รวมงานสร้างเทคนิคด้านภาพที่ดูดียิ่งกว่าภาคแรกอย่างเห็นได้ชัดด้วย ด้านตัวละครมนุษย์ก็เพิ่มเติมเข้ามาหลายตัว มีทั้งคนที่เราคุ้นเคยและคนที่ยังไม่คุ้นหน้าเท่าไหร่ แต่พาร์ทดราม่าที่มากไปหน่อย ก็ทำให้หนังดูน่าง่วงในบางช่วง บวกกับตรรกะตัวละครที่บางทีก็ไม่ทำให้อินในจุดที่เขาอยากให้อินอะนะ
