รีวิวหนัง Tame เลี้ยงไม่เชื่อง | หนึ่งบ้านวัวชน ตัวแทนของวงจรอุบาทว์
ช่วงนี้ เช้าแดดเปรี้ยง บ่ายครึ้มและฝนตก ดีหน่อยที่อากาศยังพอจะเป็นใจให้ออกไปข้างนอกตอนเย็นๆ ได้อยู่บ้าง กลายเป็นฝนไม่ค่อยตกเท่าไหร่ช่วงที่ต้องเดินทางไปดูหนัง หลังอยู่เงียบๆ มาเกือบทั้งสัปดาห์ วันนี้ ก็ได้โอกาสออกจากบ้านไปเข้าโรงหนังสักที คราวนี้ ผมเลือกเป็นหนังไทยจากค่ายที่เปิดโอกาสให้กับหนังที่เล่าอะไรใหม่ๆ อย่าง BrandThink Cinema และหนังเรื่องนั้นคือ ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’ ครับผม
บทความนี้มีอะไรบ้าง?
คิดเห็นเช่นไรกับหนังไทยเรื่องนี้?
หนังสยองขวัญที่แมสเสจชัดมากว่าจะเล่าเรื่องอะไร เรื่องราวของเด็กสาวกำพร้าที่เติบโตมากับครอบครัวที่ไม่ใช่ญาติแต่ตั้งใจเลี้ยงดูเพื่อให้ทดแทนบุญคุณในภายหลัง ท่ามกลางความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมที่ทำให้วัวเชื่อง และเมื่อเด็กสาวอยากหนีออกไป ก็โดนฉุดรั้งต่างๆ นานา จนเกิดเป็นเรื่องราวชวนอึ้งตามมา หนังมันนำเสนอความเป็นจริงในสังคมไทยที่เกิดมายาวนาน การปะทะระหว่างเจน ผ่านแต่ละซีนที่มีทั้งสยอง ทั้งเลือด ทั้งพิธีกรรมชวนพะอืดพะอม และทีมนักแสดงที่เล่นกันได้ถึงมาก โดยเฉพาะน้องพิมมาที่เล่นได้ดีสุดๆ
บอกได้ว่าเป็นหนังที่โคตรดี แค่อาจจะโดนคนหมู่มากได้ยากหน่อยเท่านั้นเอง
เรื่องย่อหนัง ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’
มันเป็นเรื่องราวของ ขวัญ (พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ จากหนังเรื่อง ‘พนักงานใหม่ (โปรดรับไว้พิจารณา)’) เด็กสาวกำพร้าที่เติบโตมาในหมู่บ้านที่มีกิจกรรมแข่งวัวชน ท่ามกลางการเลี้ยงดูของ น้ายศ (เจษ เจษฎ์พิพัฒ จากหนังเรื่อง ‘ราคี The Stain’) น้าชายที่คอยควบคุมชีวิตเธอ และยายอ่าง (ปภาวดี โพธิ์งาม จากหนังเรื่อง ‘ตุ๊กแกรักแป้งมาก’) คุณยายที่เก็บเธอมาเลี้ยงเพื่อหวังให้ดูแลตนยามแก่ชรา
ขวัญถูกหยิบยกให้ผูกพันกับแม่สะเมียง ศาลผีศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ด้วยคำบอกเล่าที่ว่า เธอจะไม่ได้เกิดมาถ้าไม่ได้แม่สะเมียงช่วยเอาไว้ และด้วยความเชื่อว่า ถ้าเอาวัวชนใหม่ที่ยังพยศ และไม่เชื่องมาทำพิธีกับแม่สะเมียง วัวเหล่านั้นจึงเชื่องและเชื่อฟัง ขณะที่ขวัญเอง ฏ็รู้สึกมาตลอดว่าเธอสามารถเชื่อมกับวิญญาณศักดิ์สิทธิ์นี้ได้
ในวันที่ นารถ (แพต ชญานิษฐ์ จากหนังเรื่อง ‘ภาพหวาด’) น้าสาวผู้รักอิสระกลับมาจากกรุงเทพฯ พร้อมกับผมสีชมพู จุดประกายให้ขวัญอยากหนีไปจากบ้านนี้เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ขวัญก็รู้ดีว่า ต่อให้หนีไปถึงกรุงเทพฯ ทั้งยายอ่างและน้ายศก็คงตามไปเจอเธออยู่
จากเด็กสาวผู้มีแรงปรารถนาที่จะเป็นอิสระ แปรเปลี่ยนเป็นเด็กสาวที่เริ่มทำพิธีกรรมกับคนในครอบครัว เธอเลี้ยงและฝึกพวกเขาให้เชื่องเหมือนวัวชน ราวกับว่าเธอคือแม่สะเมียงเสียเอง
รีวิวหนัง ‘TAME เลี้ยงไม่เชื่อง’
มันเป็นหนังไทยที่มีแก่นเรื่องน่าสนใจ โดยให้เบื้องหลังของเรื่องราวเกิดขึ้นในสุโขทัย และในหมู่บ้านที่การแข่งวัวชนเป็นเหมือนกีฬาและวิถีชีวิตของชุมชน ควบคู่กันไปกับวิถีพื้นบ้านอย่างการนับถือผีแม่สะเมียง
จากเรื่อง “ความเชื่อ” มันถูกเล่าควบคู่ไปกับ “ความเชื่อง” ได้ซะงั้น
เมื่อขวัญกลายเป็นเด็กสาวกำพร้าที่ถูกยายอ่างเก็บมาเลี้ยง แต่อาจไม่ใช่เพราะความสงสาร หากแต่เป็นความคาดหวังว่าจะมีคนดูแลตนยามแก่ชรา ดูจากท่าทีที่ยายอ่างกระทำต่อขวัญ มันช่างไร้ซึ่งความรักซะเหลือเกิน ส่วนน้ายศก็ดูจะตามเธอทุกฝีก้าว ก็ไม่แปลกอะไรที่เด็กสาวอย่างขวัญจะรู้สึกอยากหนี
โลกของเธอมีเพียงหมู่บ้านนี้ มีเพียงบ้านหลังนี้ แม้มีเพื่อนแต่ก็ไม่อาจช่วยอะไรเธอได้มากนัก จนเมื่อนารทกลับมาจากกรุงเทพฯ ขวัญจึงมองเห็นช่องทาง เปลี่ยนสีผมให้เหมือนกัน หวังว่านารถพาเธอออกไป แต่สุดท้าย ก็เหมือนคนไม่เจอทางออกอยู่ดี จนต้องหันเข้าหาเส้นทางอีกสาย นั่นคือ แม่สะเมียง
แน่นอนว่า สำหรับคนที่ไม่เชื่ออะไรพวกนี้ก็เลยอาจจะไม่ได้รู้สึกอินนัก การแข่งวัวชนเป็นกีฬาที่เรารู้สึกว่ามันโหดร้ายต่อสัตว์พออยู่แล้ว พอมาเจอว่า พวกเขาใช้ความเชื่อเข้ามาผสมด้วยอีก มันก็เลยเหมือนผลักเราออกจากเรื่องอย่างเบาๆ
เพียงแต่บทหนังมาใช้เรื่องความเชื่อมาสร้างเป็นฟีลลึกลับปนสยองขวัญ ชวนสงสัยว่าสิ่งที่ขวัญเป็นอยู่นั้น เพราะแม่สะเมียงจริงๆ หรือว่าจิตขวัญปรุงแต่งกันแน่ แต่นอกเหนือจากทำให้เห็น ขวัญกำลังหาทางหนีให้กับตัวเองอยู่ ก็ยังมีพล็อตการปะทะกันของคนต่างเจนในหนึ่งครอบครัวด้วย
ประมาณว่า คนเลี้ยงวัวเพื่อไปชนแข่ง พวกเขาเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างแม่สะเมียงจะทำให้วัวเชื่อง ก็ไม่ต่างจากครอบครัวนี้ที่พยายามจะเลี้ยงขวัญให้เชื่องเพื่อประโยชน์อะไรสักอย่าง แต่พอดีว่าขวัญไม่ใช่วัว เธอมีความคิดเป็นของตัวเองมากพอ จึงไม่ยอมที่จะเชื่อง แถมยังจะใช้วิถีความเชื่อของพวกเขามาตอบโต้กลับอีก
หนังมีประเด็นเรื่องของสภาวะทางสังคมอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงเด็กสักคนนึงเพื่อวาดหวังให้กลับมาเลี้ยงตนยามเฒ่า หรือการกดหัวไม่ยอมให้ออกไปเติบโต ที่เขาเรียกว่า Gaslighting หรือการเลี้ยงเด็กคนนึงให้โตแล้วกระทำการที่เรียกว่า Child Grooming อะไรพวกนี้เป็นต้น อาจไม่มีหนังไทยเรื่องไหนที่หยิบมันขึ้นมาบอกเล่าอย่างจริงจัง แต่สิ่งพวกนี้มันอยู่ในสังคมเรามาเนิ่นนานแล้ว
กับผลงานหนังยาวเรื่องแรก (หลังจากได้ดูเรื่องย่อย ‘เรือนนางสนม’ ในหนัง ‘เทอม 4’ มาก่อนหน้านี้) ของผู้กำกับ มูย่า ฐามุยา ต้องบอกเลยว่า น่าทึ่งทีเดียวที่ทำได้ดีเหลือเชื่อ แม้ว่ามันจะดูขายยากอยู่พอสมควรเลยก็เถอะ
ขณะที่ตัวนักแสดงเอง ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าชื่นชมอย่างมากเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวไหนก็ล้วนเล่นได้ดี ไม่ว่าจะเป็น เจษ ที่เล่นเป็นน้ายศได้อย่างมีมิติ แพต ที่เล่นเป็นน้านารถที่รักอิสระแต่ก็ไม่อาจเลิกรักแม่ของตัวเองได้ แต่เหนือกว่าใครก็คงต้องเป็น พิมมา ที่ครั้งนี้ทุ่มสุดตัว ไม่สนใจว่าตัวเองจะหน้าสด แถมยังมอมแมม เลอะไปด้วยเลือด แต่เธอก็แบกมันไว้เกือบทั้งหมด
ในหนัง เราเห็นเธอเป็นแค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนึง ที่พยายามจะหนีจากบ้านที่แสนท็อกซิคนั่นออกมา
ระหว่างดูหนังไป ก็รู้สึกได้ว่าตัวเองจะพะอืดพะอมอยู่หน่อยๆ กับภาพบนจอใหญ่ นอกจากจะมีแต่เลือด เลือด และเลือดแล้ว มันก็ยังมีพิธีกรรมที่ดูแหยะๆ ด้วย แม้ว่ามันจะยังไม่สมบูรณ์ขนาดนั้น มีบางจุดที่ยังแหว่งๆ อยู่บ้าง
แต่ก็ถือว่า งานดีเลยแหละ ยิ่งเมื่อคิดว่านี่เป็นการกำกับหนังยาวครั้งแรกของเจ้าตัวด้วยแล้ว ยิ่งน่าสนับสนุนเลยล่ะครับ
รายละเอียดเกี่ยวกับหนัง
| ชื่อภาพยนตร์ | TAME เลี้ยงไม่เชื่อง |
| กำกับ | มูย่า-ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ |
| เขียนบท | |
| แสดงนำ | เจษ เจษฎ์พิพัฒ ติละพรพัฒน์, แพต ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช, พิมมา PiXXiE (พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ), คลังพลอย ไวยพัฒน์, ปภาวดี โพธิ์งาม, รัสมี เวระนะ, ทิพากร ไชยประสิทธิ์ |
| แนว/ประเภท | สยองขวัญ |
| เรท | – |
| ความยาว | 103 นาที |
| ปี | 2026 |
| สัญชาติ | ไทย |
| เข้าฉายในไทย | 29 ตุลาคม 2569 |
| ผลิต/จัดจำหน่าย | BrandThink Cinema |
คะแนนรีวิว TAME เลี้ยงไม่เชื่อง
พล็อตและบท - 8.5
การแสดง - 10
การดำเนินเรื่องและการตัดต่อ - 8
เพลงและดนตรีประกอบ - 8
งานถ่ายภาพ โปรดักชั่นและเทคนิคพิเศษ - 8
8.5
TAME เลี้ยงไม่เชื่อง
หนังสยองขวัญที่แมสเสจชัดมากว่าจะเล่าเรื่องอะไร เรื่องราวของเด็กสาวกำพร้าที่เติบโตมากับครอบครัวที่ไม่ใช่ญาติแต่ตั้งใจเลี้ยงดูเพื่อให้ทดแทนบุญคุณในภายหลัง ท่ามกลางความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพิธีกรรมที่ทำให้วัวเชื่อง และเมื่อเด็กสาวอยากหนีออกไป ก็โดนฉุดรั้งต่างๆ นานา จนเกิดเป็นเรื่องราวชวนอึ้งตามมา หนังมันนำเสนอความเป็นจริงในสังคมไทยที่เกิดมายาวนาน การปะทะระหว่างเจน ผ่านแต่ละซีนที่มีทั้งสยอง ทั้งเลือด ทั้งพิธีกรรมชวนพะอืดพะอม และทีมนักแสดงที่เล่นกันได้ถึงมาก โดยเฉพาะน้องพิมมาที่เล่นได้ดีสุดๆ บอกได้ว่าเป็นหนังที่โคตรดี แค่อาจจะโดนคนหมู่มากได้ยากหน่อยเท่านั้นเอง







