รีวิวหนัง Street Fighter | สตรีท ไฟเตอร์ พาเพื่อนรักกลับขึ้นสังเวียน
หนังจากเกมยังคงถูกสร้างอย่างสม่ำเสมอ นั่นอาจเพราะมีผู้คนมากมายที่เป็นแฟนเกมแฝงอยู่ทั่วโลก กับเรื่องนี้ที่เป็นวิดีโอเกมในยุค 90’s ของแคปคอม ถูกหยิบจับกลับมาทำเป็นหนังใหม่อีกครั้ง ‘Street Fighter’ หรือ ‘สตรีท ไฟเตอร์’ คราวนี้ เป็น ผกก.ชาวญี่ปุ่น และเล่าเรื่องการต่อสู้เพื่อช่วงชิงความเป็นแชมเปี้ยนโลก ที่ความจริงแล้วมันมีเบื้องหลังซุกซ่อนอยู่ แถมฉายแบบ IMAX จอใหญ่เสียงกระหึ่ม ให้สนุกกันเต็มอิ่มไปเลย
บทความนี้มีอะไรบ้าง?
คิดเห็นเช่นไรกับหนังจากเกมเรื่องนี้?
เมื่อหนังจากวิดีโอเกมแนวต่อสู้ที่ถูกนำมาสร้างเป็นหนังอีกครั้ง เขาเล่าเรื่องโดยให้ริวกับเคนที่เป็นเพื่อนกันแต่ห่างเหินไปเพราะเหตุในอดีต เมื่อไบซันเป็นผู้จัดการแข่งขันครั้งใหม่ ให้ชุนลีเป็นฝ่ายจัดหา ก่อนที่สองเพื่อนรักจะกลับมาเจอกัน เรื่องราวที่เข้าใจได้ไม่ยาก แต่แค่ไม่มีอะไรแปลกใหม่หรือน่าสนใจ สตรีท ไฟเตอร์ ภาคนี้แม้จะมีฉากบู๊มากมาย ที่ทำออกมาได้ดูน่าสนใจ ใส่เพลงยุค 90’s มาให้ได้รำลึก หนังใส่มุกฮามาเป็นระยะที่น่าจะโดนเส้นบางคน แต่สิ่งที่ดีที่สุดของหนัง กลับเป็นช่วงที่มันเล่าด้วยภาพแอนิเมชัน 2 มิติ
กับภาพใหญ่เต็มตา และระบบเสียงสุดกระหึ่มของจอยักษ์ IMAX และ 1 ฉากแถมตอนเอนด์เครดิต!
เรื่องย่อหนัง ‘Street Fighter’
เรื่องราวมันเกิดในปี 1993 แต่อ้างอิงไปยังการแข่งขัน World Warrior Tournament ครั้งแรกที่ประเทศไทยเพื่อเฟ้นหาแชมเปี้ยนโลกของนักสู้ข้างถนนในปี 1987 ด้วยการเอานักต่อสู้เก่งมาเจอ และสองคนในนั้น ก็คือ ริว (Andrew Koji จากหนังเรื่อง ‘Bullet Train’) และเคน มาสเตอร์ส (Noah Centineo จากหนังเรื่อง ‘Black Adam’) เป็นศิษย์ของอาจารย์คนเดียวกัน ต้องมาสู้กันเองบนสังเวียน แต่หลังจากครั้งนั้น สองเพื่อนซี้กลับห่างเหินมานาน
เคน คือซูเปอร์สตาร์ของ MTV ที่ตอนนี้กำลังตกอับ แต่เป็นเพราะ ลอร์ด เอ็ม. ไบสัน (David Dastmalchian จากหนังเรื่อง ‘Oppenheimer’ และ ‘Dune’) ต้องการจัดการแข่งขันครั้งที่สอง เขาจึงมอบหมายให้ ชุนลี (Callina Liang จากหนังเรื่อง ‘Bad Genius’) ออกไปค้นหานักต่อสู้ฝีมือดีมาร่วมทัวร์นาเมนต์
แล้วในที่สุด ทั้ง ริว และ เคน ก็ได้มาเจอกันอีกครั้งหลังห่างเหินยาวนาน แต่ก็เหมือนจะมีคนคอยเตือนสติเอาไว้ ว่า การแข่งขันครั้งนี้มันไม่ได้เป็นแค่อะไรที่มองเห็น จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับมือ
รีวิวหนัง ‘สตรีท ไฟเตอร์’
เอาจริงๆ มันต้องย้อนไปไกลถึงช่วงวัยเด็กวัยรุ่นกันเลยเชียวนะ แต่ก็เพราะไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดีหรือเปิดให้ลูกได้เล่นเกมอะไรพวกนี้ ก็เลยไม่เคยได้สัมผัสมันด้วยตัวเอง เหมือนคนเดินผ่านร้านเกมก็เท่านั้น ความผูกพันกับเกมจึงไม่ได้มากมายเหมือนคนอื่นที่เคยเล่นกัน ภาพจำก็มีเพียงแค่หน้าตาของเกมที่เป็นภาพแบนๆ 2 มิติ แบ่งเป็นสองข้าง ผู้เล่นสองคนมีตัวละครของตน ต่อสู้กัน มีท่าเด็ด ท่าไม้ตาย อะไรแบบนั้น
จนเวลาล่วงมาเอาป่านนี้ เพิ่งจะมาได้เจอสตรีท ไฟเตอร์ ในแบบหนังในโรงภาพยนตร์ แถมมันยังเป็นในโรงใหญ่ IMAX ซะด้วย
จากที่เคยเห็นว่ามันเป็นเกมดังสมัยก่อน พอกลายมาเป็นหนัง เราเลยได้รู้จักกับสตอรี่เบื้องหลังของพวกเขา ว่าเหตุใดกลใด จึงทำให้แต่ละตัวละครต้องมาต่อสู้กัน เลยได้รู้ว่า ริว กับ เคน เป็นเพื่อนร่วมสำนักที่ห่างเหินกันอย่างมีสาเหตุ และชุนลีก็กลายเป็นหญิงสาวที่ถูกบีบให้ต้องตามหานักสู้มาให้ไบสัน
นี่แค่ตัวหลัก แต่ยังมีตัวรองอีกมากมาย ที่ก็ล้วนเป็นนักต่อสู้ในเกม อย่างเช่น แคมมี่ ที่กลายเป็นสาวสวยหุ่นเซ็กซี่และลูกน้องอีกคนของไบสัน หรือ กายล์ (Cody Rhodes) พี่ฝรั่งกับทรงผมหัวไม้กวาด, เวก้า (Orville Peck) ที่มีอาวุธเป็นกรงเล็บเหล็ก, บัลร็อก (50 Cent) ไอ้นักมวย และซานกีฟ (Olivier Richters) แต่ตัวที่จะมีบทบาทสำคัญหน่อยก็น่าจะเป็น บลังก้า (Jason Momoa จากหนังเรื่อง ‘Supergirl’) ชายร่างยักษ์ตัวเขียวๆ นั่นล่ะ
แต่ก็มีอีกบางตัวที่ถูกเก็บเอาไว้ให้ลุ้นกันว่าจะเป็นตัวไหนด้วยนะ
บทมันขีดเขียนให้ ริว แม้เข้าจะเป็นนักสู้ที่เก่งกาจ แต่ก็มีด้านมืด อุตส่าห์ออกไปใช้ชีวิต แต่ก็ยังโดนลากกลับมาสู่สังเวียนจนได้ อาคุมะ (Joe Anoa’i) คือปิศาจร้ายที่เกาะเขาไว้แน่นไม่ยอมไปไหน เอาแค่นี้ก็เรียกได้ว่าเพียบแล้วล่ะ แต่สำหรับคอเกม พวกเขารู้แน่ว่ายังมีอีกหลายตัวที่ยังไม่ได้ถูกเล่าในภาคนี้
หนังออกมาแบบนี้ เดาว่าน่าจะถูกใจคอเกมเพราะมันเต็มไปด้วยฉากบู๊ แอ็คชัน ต่อสู้ ที่มาพร้อมกับดนตรีประกอบมันๆ ขณะที่เพลงประกอบ ก็ขนเอาเพลงดังในยุคนั้นมาอย่างเพียบ เหมือนย้อนยุคไปอยู่ในอดีตยังไงยังงั้นเลย แต่ก็ต้องบอกนะว่า บางเพลงมันก็แค่เข้าแก๊บเท่านั้น เพราะมันออกมาหลังเหตุการณ์ในเรื่องอีก
แต่แม้ว่าหนังมันจะมีมุกพาขำอยู่เป็นระยะ แต่เพราะบทยังไม่ได้มีความแปลกใหม่ ดำเนินเรื่องกระโดดไปกระโดดมาด้วยมีหลายตัวละครให้ต้องเล่า หนังเลยจะความน่าเบื่อชวนง่วงอยู่ในหลายจังหวะ ขณะเดียวกัน ด้วยความที่เรื่องมันเข้าใจง่าย เพราะไม่ยอมจะซับซ้อน มันก็เลยขาดความน่าติดตามไปซะอย่างนั้น
สิ่งที่นายแพทชื่นชอบในหนังเรื่องนี้ภาคนี้ก็คือ การที่ Kitao Sakurai ผู้กำกับชาวญี่ปุ่น เลือกจะเล่าเรื่องด้วยการใช้แอนิเมชันเล่าสลับกันไปกับช่วงคนแสดง มันดูไปกันได้ดีกับหนังรวมคาแรกเตอร์จากโลกแห่งวิดีโอเกมต่อสู้ เพราะเนื้อเรื่องและสไตล์ของมัน ช่างเข้ากับสไตล์แอนิเมชัน 2 มิติมากกว่าจะเป็นหนังคนแสดงอย่างมาก
ตอนจบของหนังเรื่องนี้ ยังมีฉากแถมที่จะปรากฏอยู่ตรงกลางระหว่างเครดิตปิดท้าย ฉะนั้น ไม่ต้องรีบลุกกันนะจ๊ะ
รายละเอียดเกี่ยวกับหนัง
| ชื่อภาพยนตร์ | Street Fighter / สตรีท ไฟเตอร์ |
| กำกับ | Kitao Sakurai |
| เขียนบท | Dalan Musson, Gary Dauberman, T.J. Fixman, Kitao Sakurai |
| แสดงนำ | Noah Centineo, David Dastmalchian, Jason Momoa, Callina Liang, Olivier Richters, Ml Jarnson, Andrew Koji, Orville Peck |
| แนว/ประเภท | แอ็คชัน |
| เรท | 13 |
| ความยาว | 119 นาที |
| ปี | 2026 |
| สัญชาติ | สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น |
| เข้าฉายในไทย | 15 ตุลาคม 2026 |
| ผลิต/จัดจำหน่าย | Paramount Pictures, Legendary Pictures, Capcom Entertainment |
คะแนนรีวิว สตรีท ไฟเตอร์
พล็อตและบท - 6
การแสดง - 6.5
การดำเนินเรื่องและการตัดต่อ - 6.5
เพลงและดนตรีประกอบ - 7.5
งานถ่ายภาพ เทคนิคพิเศษ และโปรดักชัน - 7
6.7
Street Fighter
เมื่อหนังจากวิดีโอเกมแนวต่อสู้ที่ถูกนำมาสร้างเป็นหนังอีกครั้ง เขาเล่าเรื่องโดยให้ริวกับเคนที่เป็นเพื่อนกันแต่ห่างเหินไปเพราะเหตุในอดีต เมื่อไบซันเป็นผู้จัดการแข่งขันครั้งใหม่ ให้ชุนลีเป็นฝ่ายจัดหา ก่อนที่สองเพื่อนรักจะกลับมาเจอกัน เรื่องราวที่เข้าใจได้ไม่ยาก แต่แค่ไม่มีอะไรแปลกใหม่หรือน่าสนใจ สตรีท ไฟเตอร์ ภาคนี้แม้จะมีฉากบู๊มากมาย ที่ทำออกมาได้ดูน่าสนใจ ใส่เพลงยุค 90's มาให้ได้รำลึก หนังใส่มุกฮามาเป็นระยะที่น่าจะโดนเส้นเป็นบางคน แต่สิ่งที่ดีที่สุดของหนัง กลับเป็นช่วงที่มันเล่าด้วยภาพแอนิเมชัน 2 มิติ กับภาพใหญ่เต็มตา และระบบเสียงสุดกระหึ่มของจอยักษ IMAX และ 1 ฉากแถมตอนเอนด์เครดิต!













