รีวิวหนัง ธี่หยด สมิงเขาขวาง | ภารกิจเข้าป่าตามหาคน ผจญเสือสมิง
หลังจากเล่าเรื่องครอบครัวที่ต้องเผชิญกับผีชุดดำมาสามภาค คงได้เวลาที่จะย้อนกลับไปเล่าเรื่องก่อนหน้านั้นกันเสียที พูดอีกแบบก็คือ หนังภาคนี้ ‘ธี่หยด สมิงเขาขวาง‘ หรือ ‘Death Whisperer: Saming the Werebeast’ เป็นพรีเควล (prequel) ของ ‘ธี่หยด’ ทั้งสามภาคนั่นเอง หนังเล่าถึงช่วงเวลาที่ยักษ์เป็นทหารอยู่แถบชายแดน และได้เจอกับจ่าปพันธ์เป็นครั้งแรก
บทความนี้มีอะไรบ้าง?
คิดเห็นเช่นไรกับหนังไทยแนวระทึกขวัญกลางป่าเรื่องนี้?
พรีเควลของจักรวาลธี่หยดครั้งนี้ พาตัวละครยักษ์ไปทำภารกิจเข้าหาอีกครั้งเพื่อหาคนหาย เจอกับจ่าปพันธ์ที่ยังคงรักการเป็นทหาร แต่ดันมีลูกสาวกับเพื่อนชายเข้าร่วมก๊วน กลายเป็นหนังแอ็คชันที่ออกแนวระทึกขวัญ ไม่ใช่หนังผี ใส่ซีจีทั้งช้างทั้งเสือที่ไม่ถึงกับเนียนแค่พอถูไถ กับเรื่องที่หลอกล่อที่ทำให้ทั้งตัวละครและคนดูต้องลุ้นอึ้ง แต่มีฉากพ่อแง่แม่งอนบ้างนิดหน่อย เคมีณเดชน์-โบว์ดูดี บางตัวเหมือนใส่มาให้เป็นตัวถ่วง น่าเสียดายที่บทไม่เปิดให้เขาได้มีซีนมากพอ
ที่ยังพอกู้หน้าได้บ้าง ก็คือหนังมีช่วงไคลแมกซ์ที่ดูน่าตื่นเต้นกว่าภาคสาม
เรื่องย่อหนัง ‘Death Whisperer: Saming the Werebeast’
ครั้งนี้ หนังพาเราย้อนไปยังช่วงเวลาที่ ยักษ์ (ณเดชน์ คูกิมิยะ จากหนังเรื่อง ‘HENRY’s First Date’) ยังคงสนุกอยู่กับการเป็นทหารหน่วยเสือดำ โดยไม่คิดจะอยากกลับบ้าน แถมยังอยากจะสมัครเป็นนายสิบต่ออีกต่างหาก และในห้วงเวลานั้น เขาก็ได้พบกับ จ่าปพันธ์ (องอาจ เจียมเจริญพรกุล จากหนังเรื่อง ‘กล่องผีสุ่มวิญญาณ’) อดีตทหารที่ยังคงรักในการเป็นทหารอยู่เช่นกัน สองคนได้มาพบเจอในภารกิจเดียวกัน นั่นคือการตามหาคนหาย ร้อยตรีทับ (ชูพงษ์ ช่างปรุง) ทหารหน่วยข่าวกรองที่จะพวกเขาไม่อาจยอมให้ข้าศึกได้ตัวไป
ยักษ์ จ่าปพันธ์ และพรรคพวก ซึ่งก็รวมถึง น้ำเพชร (โบว์ เมลดา สุศรี จากหนังเรื่อง ‘อนงค์ 2..สามสี่ชาติ’) ลูกสาวคนสวยของจ่าปพันธ์ และเทวิน (วิชญ์ภาส สุเมตติกุล จากซีรีส์ ‘คินน์พอร์ช KinnPorsche The Series’) เพื่อนหนุ่มที่ชอบน้ำเพชรอยู่ด้วย พวกเขามีเวลาเพียง 72 ชั่วโมง พวกเขาต้องตามหาให้เจอก่อนข้าศึก
แต่ใครๆ ก็รู้ว่า ป่าเขาขวางที่พวกเขาเข้าไปนั้นเป็นเหมือนป่าอาถรรพ์ เพราะพวกเขาต้องเข้าไปเจอกับ “ไอ้โหง” ผีร้านในกายสัตว์ มันคือเสือสมิงที่สามารถจำแลงแปลงกายเป็นอะไรก็ได้ แถมยังสามารถอ่านใจผู้คนได้ บวกข้อห้ามจ้องตา พลพรรคทั้งหมดทั้งต้องเอาชีวิตให้รอด ทั้งต้องตามหาและพาทหารหน่วยข่าวกรองคนนั้นกลับออกมาให้ได้ หรือพวกเขาจะกลายเป็นแค่เหยื่อของมัน
รีวิวหนัง ‘ธี่หยด สมิงเขาขวาง’
เป็นช่วงเวลาที่ ยักษ์ พี่ชายสุดห้าวของ ยศ หยาด แย้ม และยี่ ยังคงใช้ชีวิตเป็นทหารอยู่ และเขาเพิ่งจะได้พบกับ จ่าปพันธ์ เป็นครั้งแรก กับภารกิจค้นหาคนหายในป่าสุดอันตรายที่ไม่มีใครกล้าเยื้องกรายเข้าใกล้
นัยว่า ทีมงานน่าจะเชื่อว่าคนดูชื่นชอบจักรวาลนี้ในลักษณะของแก๊งเดินเข้าป่า เลยจัดมาให้ดูกันอีกคำรบ แต่หนนี้ไม่ใช่ผีชุดดำแล้ว เพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น ตัวร้ายของเรื่องเป็นปีศาจที่มีพลังเร้นลับน่ากลัว
มันคือเสือสมิงที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคน แต่มีอาคมแก่กล้าจนกลายร่างเป็นเสือได้ พอมันกินเนื้อคน ก็ต้องเป็นสมิงตลอดไป มันสามารถแปลงเป็นอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา แถมยังอ่านใจคนได้อีกต่างหาก เป็นการวางคาแรกเตอร์ตัวร้ายให้เก่งกล้าและเหนือกว่าฝ่ายตัวเอกอยู่หลายขุม สร้างความน่าสนใจให้กับคนดูในช่วงแรกอย่างยิ่ง
ครั้งนี้ ยักษ์ และจ่าปพันธ์ ถูกนายทหารที่พวกเขาเรียกว่า “พี่ฤทธิ์” เรียกหาให้เข้ามาร่วมด้วยช่วยกันค้นหาทหารคนสำคัญที่หายตัวไปในป่าเขาขวาง แต่ไฉนจึงต้องมี น้ำเพชร และเทวิน ร่วมก๊วนไปด้วยอันนี้ก็ไม่ค่อยแน่ใจ เพราะเหมือนสองคนนี้จะไปเป็นตัวถ่วงชัดๆ เข้าป่าอาภรรพ์ แต่จะเข้าไปโดยไร้อาวุธในมือ หรือมีอาวุธแต่มีแค่ราคาคุย ก็รังแต่จะให้เพื่อนร่วมทางต้องเสี่ยงอันตรายหนักขึ้นกว่าเดิมเสียอีกมั้ย
“แต่ถ้าเลือดมันออกได้ มันก็ตายได้แหละจ่า” ยักษ์ผู้ห้าวหาญว่าไว้เช่นนี้
บทหนังในช่วงแรกเหมือนต้องการปูพื้นให้คนดูว่าใครเป็นใครก่อน เลยจะค่อนข้างเน้นความคอมเมดี้แบบให้ขำกันเบาๆ แต่ไม่ทันไร พวกเขาก็เดินเข้าไปเรื่องในป่ากันทันที เรียกว่า เข้าเรื่องเร็วใช้ได้ ไม่ต้องการปล่อยให้คนดูรอนาน
แต่ว่านะ ทุกอย่างเหมือนถูกจัดวางมาให้คนดูได้ผจญภัยไปเจอสมิงร้ายที่เก่งกาจในการหลอกล่อคน หนังก็เลยจัดหนักในทั้งตัวละครและคนดูสับสนว่าตกลงไอ้ที่เห็นนั่นมันเป็นเพื่อนในก๊วน หรือเป็นสมิงแปลงกายมากันแน่ อันนี้ก็ถือว่าได้ลุ้นอยู่ แต่ก็มีที่น่าเสียดายอยู่บ้าง บทเลือกจะให้บางตัวกลายเป็นแค่ตัวถ่วง ไม่มีพลิกกลับมาให้เซอร์ไพรส์ในช่วงท้าย แถมบทพูดบางตัวก็ยังดูไม่เข้าปากอีก
มันเหมือนจะเป็นหนังสยองขวัญเพราะมีฉากแหวะปะปน แต่เอาเข้าจริง ภาพมันก็ไม่ได้แรงขนาดนั้น มันไม่ได้ดูจริงจนต้องปิดตา ทว่าเสือที่ควรดูน่าเกรงขามก็กลับกลายเป็นแค่เสือโทรมๆ ที่ดูเคลื่อนไหวไม่สมจริงสักเท่าไหร่ CG จัดว่าพอไหว แต่มันก็มาแบบเต็มตัวนะ ไม่ได้เหนียมอายโผล่มาแว้บๆ แล้วก็ไปแบบนั้น
หนังยังดูมีปัญหาในด้านการตัดต่อและมุมกล้อง เพราะมันไม่ชวนให้ตื่นเต้นได้เท่าที่ควร ขาดความกระชับ หรือขาดลูกเล่นการเล่าที่ทำให้ฉากแอ็คชันต่างๆ มันดูระทึกยิ่งกว่าที่เป็น เช่นเดียวกับมุมกล้องที่น่าครีเอตได้มากกว่านี้ ดนตรีประกอบก็เช่นกัน ในบางซีนดูยังไม่เข้ากันสักเท่าไหร่
แต่ยังไงก็ดี นายแพทยังชอบในเคมีระหว่างยักษ์และน้ำเพชรในซีนที่พวกเขาอยู่กันสองต่อสอง อีกส่วน คือหนังมีฉากไคลแมกซ์ที่ยิ่งใหญ่ชวนตื่นเต้นและลุ้นระทึกได้มากกว่า ‘ธี่หยด 3’ อยู่หลายขุม
เอาเป็นว่า หนังทำได้ดีกว่าภาคก่อนอยู่พอประมาณ แต่หากจะคาดหวังให้หนังมันออกมาดี ก็ยังไม่อาจไปถึงขั้นนั้นได้ครับ
อ่านรีวิวหนังในจักรวาลธี่หยด
รายละเอียดเกี่ยวกับหนัง สมิงเขาขวาง
| ชื่อภาพยนตร์ | ธี่หยด สมิงเขาขวาง / Death Whisperer: Saming the Werebeast |
| กำกับ | ชาลิต ไกรเลิศมงคล, ณฤทธิ์ ยุวบูรณ์, ธนเดช ประดิษฐ์ |
| เขียนบท | สรรัตน์ จิรบวรวิสุทธิ์ |
| แสดงนำ | ณเดชน์ คูกิมิยะ, โบว์ เมลดา สุศรี, องอาจ เจียมเจริญพรกุล, ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส สุเมตติกุล, โจ๊ก อัครินทร์ อัครนิธิเมธรัฐ ร่วมด้วย ปู สหจักร บุญธนกิจ, แบงค์ ปวริศร์ มงคลพิสิฐ, แวน ชื่นธร จิตปรีดา, เบิร์ธ ณัฐชัย สิรินันทโชติ, เดี่ยว ชูพงษ์ ช่างปรุง |
| แนว/ประเภท | ระทึกขวัญ, สยองขวัญ, แอ็คชัน |
| เรท | ไทย/น15+ |
| ความยาว | 111 นาที |
| ปี | 2026 |
| สัญชาติ | ไทย |
| เข้าฉายในไทย | 30 กันยายน 2026 |
| ผลิต/จัดจำหน่าย | M Studio, Minds@Work, บีอีซีฟิล์ม โดย บีอีซีเวิลด์ |
คะแนนรีวิวหนัง ธี่หยด สมิงเขาขวาง
พล็อตและบท - 6.5
การแสดง - 6.7
การดำเนินเรื่องและการตัดต่อ - 6.5
เพลงและดนตรีประกอบ - 6.5
งานถ่ายภาพ เทคนิคพิเศษ และโปรดักชัน - 6
6.4
Death Whisperer: Saming the Werebeast
พรีเควลของจักรวาลธี่หยดครั้งนี้ พาตัวละครยักษ์ไปทำภารกิจเข้าหาอีกครั้งเพื่อหาคนหาย เจอกับจ่าปพันธ์ที่ยังคงรักการเป็นทหาร แต่ดันมีลูกสาวกับเพื่อนชายเข้าร่วมก๊วน กลายเป็นหนังแอ็คชันที่ออกแนวระทึกขวัญ ไม่ใช่หนังผี ใส่ซีจีทั้งช้างทั้งเสือที่ไม่ถึงกับเนียนแค่พอถูไถ กับเรื่องที่หลอกล่อที่ทำให้ทั้งตัวละครและคนดูต้องลุ้นอึ้ง แต่มีฉากพ่อแง่แม่งอนบ้างนิดหน่อย เคมีณเดชน์-โบว์ดูดี บางตัวเหมือนใส่มาให้เป็นตัวถ่วง น่าเสียดายที่บทไม่เปิดให้เขาได้มีซีนมากพอ ที่ยังพอกู้หน้าได้บ้าง ก็คือหนังมีช่วงไคลแมกซ์ที่ดูน่าตื่นเต้นกว่าภาคสาม













