Travel

เที่ยวเขาสก สุราษฎร์ฯ ตอนที่ 4 | เขื่อนรัชชประภา ถ้ำน้ำทะลุ กุ้ยหลินเมืองไทย

คืนที่สอง ณ ภูผาและลำธาร ผ่านไปแล้ว…

ล่วงเข้าสู่วันใหม่ คราวนี้ ผมไม่ตื่นไวเหมือนอย่างเคย การเปลี่ยนที่นอนมาพักที่บ้านด้านล่าง ไม่ทำให้รู้สึกแปลกที่นอนแต่อย่างใด สิ่งที่รบกวนจิตใจคงเป็นเรื่องการขับถ่ายมากกว่า ห้องน้ำที่บ้านนี้ค่อนข้างน่าหวาดเสียวเล็กน้อย ผนังที่ก่อด้วยอิฐสูงกว่าระดับตาเล็กน้อย แต่ไม่มีการเอาปูนมาฉาบแต่อย่างใด ตรงไหนมีช่องมีรูก็ปล่อยเปลือยไว้เยี่ยงนั้น อาบไปก็ให้ระแวงไป แม้จะไม่มีใครกล้ามาถ้ำมองก็เถอะ

เขื่อนรัชชประภา ถ้ำน้ำทะลุ กุ้ยหลินเมืองไทย

12 ธ.ค. 52 เวลา 07.11 น.

วันนี้ วันสุดท้ายที่เราจะอยู่ที่นี่ ออกไปพบกับแดดที่ส่องมาแล้ว หมอกไม่มีเลยวันนี้ นับเป็นโชคดีมากที่มาพักตั้งแต่วันวาน ออกมาถ่ายรูปบรรยากาศของทีพักกันอีกเล็กน้อย ก่อนจะไปพบกับอาหารเช้ามื้อสุดท้ายที่น่าผิดหวังอยู่สักเล็กน้อย วันนี้ มีเพียงข้าวต้มกับกับชุดข้าวผัดอเมริกันให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่วนกาแฟ ชาและขนมปังเติมได้ไม่อั้น

หลังจากอาบน้ำและเก็บข้าวเก็บของเรียบร้อย แต่ละคนก็มาที่ล็อบบี้เพื่อเช็คเอาต์ วันนี้ เราจะไปเที่ยวแพกัน จุดหมายเราคือ “เขื่อนรัชชประภา” (หรือ เขื่อนเชี่ยวหลาน) ผมเลือกนั่งไปกับรถเก๋งที่หน่องขับ แยกกันไปกับรถตู้ แต่จุดหมายเดียวกัน

ท่าเรือท่องเที่ยว ณ เขื่อนรัชชประภา…

12 ธ.ค. 52 เวลา 10.55 น.

รถทั้งสองคันมาจอดที่ท่าเรือเรียบร้อย ถ่ายรูปกันสักเล็กน้อย เข้าห้องน้ำห้องท่า ได้พบกับไกด์ที่จะพาเราเที่ยววันนี้ เขาบอกว่า วันนี้ เราจะเที่ยว “ถ้ำน้ำทะลุ” กัน ซึ่งจะต้องเตรียมเพียงไฟฉายไปกับตัวเท่านั้น กล้องถ่ายรูปก็พกได้เฉพาะกล้องเล็กๆ ที่ใส่กระเป๋ากันน้ำเข้าไปได้ ที่สำคัญคือรองเท้าต้องหุ้มส้นหรือผ้าใบ ไม่งั้นมีปัญหาแน่ๆ หลายคนเลือกชุดที่จะใช้พักบนแพเท่านั้นที่แพ็คและขนไปกับเรือ ที่เหลือเก็บไว้ในรถตู้ เราจะพักที่แพกันเพียงคืนเดียวเท่านั้น…

เขื่อนรัชชประภา ถ้ำน้ำทะลุ กุ้ยหลินเมืองไทย

ได้เวลาออกเดินทาง ทุกคนขึ้นรถหางยาวลำใหญ่ ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่แพแห่งหนึ่ง ที่เราจะพักทานอาหารกลางวันกันที่นั้น

เขื่อนรัชชประภา ถ้ำน้ำทะลุ กุ้ยหลินเมืองไทย

ระหว่างการนั่งเรือ ก็ได้พบกับทัศนียภาพสองฝั่ง ที่เต็มไปด้วยน้ำของทะเลสาบ(คนสร้าง)สีเขียว รอบๆ เป็นภูเขาหินปูนมากมาย วิวแบบนี้ คงต้องพาโนรามาหรือกล้องมุมสูงเท่านั้นถึงจะออกมาสวย เราใช้เวลาอยู่ในเรือยาวนานชั่วโมงครึ่ง กว่าจะมาถึงแพแห่งนั้น พักทานข้าวกันอย่างอิ่มหนำ ที่นี่ อาหารใต้ถึงแม้จะเผ็ด แต่ก็ดูเหมือนจะถูกคอสมาชิกของทริปเป็นอย่างมาก เติมได้ไม่อั้นเสียด้วย

หลังจากนั้น กล้องของผมก็ไม่ได้ถูกหยิบมาทำหน้าที่อีกเลย

ผมเปลี่ยนกางเกงที่ใช้ลุยน้ำ และปลดของทุกอย่างออกจากตัว เก็บไว้ที่แพ เหลือไว้เพียงไฟฉายอันเล็กๆ ติดตัวเท่านั้น ส้มเลือกสละสิทธิ์ที่จะไม่ไปจึงรับหน้าที่เฝ้าของให้ พวกเราใส่เสื้อชูชีพสีส้มสดเดินทางด้วยเรือลำเดิม ไปอีกไม่ไกลจากแพนัก เรือจอดที่ทางเข้าเล็กๆ และให้พวกเราเดินทางเข้าไปด้วยเท้า เดินผ่านน้ำที่ลึกถึงคอก่อนจะเดินเข้าป่ารกๆ ไปอีกประมาณ 1-2 กิโลเมตร ก่อนจะพบกับปาก “ถ้ำน้ำทะลุ” ที่เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามเข้าในขณะฝนตกหนักหรือมีน้ำหลาก

บรรยากาศภายในถ้ำมืดมาก ต้องเปิดไฟฉายตลอดทาง ช่วยแรกของถ้ำจะอุดมไปด้วยกลิ่นฉุนของมูลค้างคาว มีค้างคาวเกาะอยู่ที่ผนังถ้ำด้านบนเต็มไปหมด มองไปที่พื้น เต็มไปด้วยก้อนหินมนๆ ก้อนเล็กก้อนน้อยที่ต้องเดินผ่านอย่างทุลักทุเล แต่ก็มีน้ำใสๆ ที่ผ่านไหลเข้าไปตามความลึกของตัวถ้ำ (ที่ลึก 750 เมตร) มากพอให้รู้สึกแช่มชื่นเมื่อเดินผ่านหินงอกหินย้อยที่กระจายทั่วไปในถ้ำ

มีบางช่วงก็เห็นปลาถ้ำมีหนวดที่หน้าตาคล้ายปลาดุก บางช่วงน้ำลึกจนถึงคอ ต้องคอยบอกคนข้างหลังว่าให้ระวังหัว ระวังหินกันตลอด เป็นความเอื้ออาทรที่พบเจอได้ทุกครั้งเวลาเที่ยวในที่แบบนี้ สมาชิกต่างจับกันเป็นคู่ๆ คอยช่วยกันประคองตัวจนมาถึงจุดที่น่ากลัวสุด เมื่อพบกับระดับความสูงที่ต่างกันมากเกิน ต้องใช้เชือกที่ชาวบ้านผูกไว้ให้ เกาะเชือกและลอยตัวไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ตื้นกว่า

ไม่เหนื่อยแต่สนุก ด้วยน้ำที่เย็นด้วยแหละ

ออกมาจากถ้ำเรียบร้อย เดินกลับทางเดิมด้วยความเร็วที่มากกว่าตอนขามา กลับไปถึงเรือจนได้ แล้วพวกเราก็กลับมาที่แพที่เดิมอีกครั้ง ปวดฉี่มากมายแต่ไม่มีใครกล้าจะปล่อยในถ้ำ ได้แต่ล้อกันไปขำๆ เท่านั้น

ที่เหลือก็ได้เวลาลงเรืออีกครั้ง คราวนี้ เราจะเที่ยว “กุ้ยหลินเมืองไทย” กันบ้าง

12 ธ.ค. 52 เวลา 18.03 น.

เรือแล่นอยู่นานทีเดียวกว่าเราจะได้เห็นมัน เริ่มต้น เรือเข้ามาในช่องเขา ลักษณะเป็นลากูน เรืออ้อมเขามาเรื่อยๆ จนมาถึง “เขาสามเกลอ” ที่ได้รับการขนานนามให้เป็น “กุ้ยหลินเมืองไทย” ด้วยเวลาที่เย็นมากแล้ว ทำให้ได้ภาพออกมามืดๆ แต่พวกเราก็สนุกกับการถ่ายภาพกันมากเลยล่ะ

เขาสามเกลอ กุ้ยหลินเมืองไทย

ก่อนที่จะจากมันมา เพื่อไปแพที่พักของเราต่อไป ไกลอีกเหมือนเดิม

คืนนี้ เรานอนพักค้างคืนกันที่ “แพเชี่ยวหลานรีสอร์ท” เปลี่ยนโปรแกรมจากที่ต้องเป็น “แพสายชล” เพราะที่นั่นเต็ม เราได้พักในแพโซนใหม่ล่าสุด ที่ยังสร้างทางเดินเชื่อมไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ ชำระล้างตัวก่อนจะมานั่งชุมนุมกันที่แพของหน่อง (ก็เล่นไพ่กันน่ะสิ) สี่ทุ่มกว่า แพก็ดับไฟ ใช้แสงตะเกียงเล่นกันต่อ

เวลาผ่านไปถึงเที่ยงคืนแล้ว วงไพ่ก็ปิดกิจการ หันมานอนดูดาวบนทางเดินโดยไม่หวั่นว่าใครจะมาเหยียบ(ซะงั้น)

ดับไฟหมดแล้ว… นับว่าคืนนี้ดาวสวยมาก เต็มท้องฟ้าไปหมดเลย แต่อะไรก็ไม่เท่า เราโชคดีมากที่คืนนั้น มีฝนดาวตกพอดิบพอดีโดยที่เราไม่รู้มาก่อน นอนแหงนมองดูดาวตกที่โผล่เพียงเสี้ยววินาทีต่อดวงอย่างมีความสุข เพียงเวลาไม่นาน ก็เห็นดาวตกกันไปคนละเกือบสิบดวง เกิดมาไม่เห็นฝนดาวตก ก็ได้มาเห็นที่นี่แหละ

แต่รู้สึกจะไม่มีใครอธิษฐานอะไรกันเลยแฮะ

13 ธ.ค. 52 เวลา 01.30 น. โดยประมาณ

ได้เวลาที่ต่างคนต่างเข้านอนกันได้แล้ว ผมเดินขึ้นไปนอนในบ้านแพเล็กๆ ที่มีพื้นที่พอให้วางเบาะที่นอนได้แค่สองคนเท่านั้น หลับไปอย่างรวดเร็ว

…จนถึงเช้าวันใหม่

[ อ๊ะ ต้องมีอีกตอนแล้วสิ ]

PatSonic

บล็อกเกอร์ผู้ชอบดูหนังหลากแนว ฟังเพลงหลายสไตล์ มีเวลาว่างก็จะออกไปท่องเที่ยว บางเวลาก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน หยิบซีรีส์ขึ้นมาดู แล้วก็จะหยิบมาเขียนให้ทุกคนได้อ่านกัน

4 คอมเมนต์

  1. ชอบวิวสุดท้าย เขาสามเกลอ และน่ากระโดดน้ำเล่นจริงๆ นำใสได้ใจมาก

  2. หนุก หนุก confirm …จากสมาชิกคนหนึ่งใน trip อิอิ

  3. ตกค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ คงสูงพอควรโจ๊ะ

Back to top button