รีวิวหนัง Tron: Ares | เมื่อเอไอจากเดอะกริด ข้ามมาสู่โลกจริง
มันเป็นหนังไซเบอร์พังค์ที่ใช้วิดีโอเกมมาสร้างเรื่องราวสุดครีเอตเมื่อ ปีก่อน ก่อนจะเงียบหายแล้วถูกนำกลับมาสานต่อในปี และนี่คือภาคล่าสุดในปี 2025 ที่กว่าจะได้มานั่งดูบน Disney+ ก็เป็นต้นปี 2026 เข้าไปแล้ว ผมกำลังหมายถึง ‘Tron: Ares’ หรือชื่อไทย ‘ทรอน: แอรีส’ นั่นเองแหละครับ
คิดเห็นเช่นไรกับทรอนภาคนี้?
เมื่อสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการมาห้ำหั่นกัน เพื่อที่จะพาเอไอภายในเดอะกริดให้ออกมาโลดแล่นอยู่ในโลกจริง แต่ค่ายหนึ่งกลับทำได้แค่ 29 นาทีก่อนสลายไป อีกค่ายกลับค้นพบภาวะถาวร จนต้องแฮ็คเพื่อขโมยข้อมูลกันขึ้น หนังภาคนี้ที่พาคนดูได้เห็นโลกจริงสลับไปมากับอีกโลกหนึ่ง สีสันยังคงจัดจ้าน วิชวลยังล้ำสวยสด ดนตรประกอบยังสังเคราะห์ ฉากแอ็คชันยังพาระทึกได้ แม้บทและเรื่องราวจะไม่ให้เราได้พบเจออะไรแปลกใหม่ เอไอที่เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
น่าเสียดายที่บทยังทำไม่ถึงพอ จะไปต่อหรือเปล่ายังไม่รู้ ดูกันต่อไป
เรื่องย่อหนัง ‘Tron: Ares’
จากวันที่ เควิน ฟลินน์ เจ้าพ่อวิดีโอเกมหายตัวไป สู่วันที่สองพี่คิมเข้ามากุมบังเหียนเอ็นคอม [ENCOM] และในวันที่อีฟ คิม (Greta Lee จากหนัง ‘Past Lives’) พี่สาวเข้าไปเจอขุมทรัพย์เก่าของเทสส์ – น้องสาว ในแดนน้ำแข็ง พวกเขาค้นพบภาวะถาวรที่ทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นสามารถอยู่ได้อย่างถาวรในโลกจริง
ส่วนดิลลินเจอร์ ซิสเต็มส์ บริษัทซอฟต์แวร์ยักษ์ก็ได้ จูเลียน (Evan Peters จากซีรีส์ ‘Monster’) ขึ้นกุมบังเหียนในฐานะคู่แข่งของเอ็นคอม ด้วยไอเดียนำอีกโลกเข้ามาอยู่ในโลกจริง พวกเขาสร้างให้ แอรีส (Jared Leto จากหนัง ‘Suicide Squad’) โค้ดอัจฉริยะมาสเตอร์คอนโทรล แต่ทหารเอไอที่เจ้าชายแห่งดัลลินเจอร์สร้างมาทำได้แค่หลอกผู้ถือหุ้นเพราะมันจะคงอยู่ในโลกจริงได้แค่ 29 นาที
จูเลียนเลยต้องการแฮ็คเอ็นคอม เจาะเข้าแกนเซิร์ฟเวอร์เพื่อดูดไฟล์สำคัญออกมา เขาต้องการครองโค้ดภาวะถาวร
แต่แอรีสเป็นเอไอ เขาจึงสามารถเรียนรู้และศึกษาข้อมูล รวมทั้งเลือกจะตัดสินใจเองได้ สิ่งนี้แม่ของจูเลียนก็เคยเตือนเอาไว้แล้วแต่เขาไม่ฟัง ในที่สุด แอรีสก็เลือกจะทำในทางตรงกันข้ามกับสิ่งจูเลียนต้องการ และอาธีนา (Jodie Turner-Smith) เอไออีกคนถูกส่งมาเพื่อกำจัดเขา
รีวิวหนัง ‘ทรอน: แอรีส’
อนาคตของมนุษยชาติที่อาจอยู่ในกำมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ทำได้สำเร็จก่อน เอ็นคอม หรือ ดิลลินเจอร์ โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ แอรีส เอไอที่ดัลลินเจอร์สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นทหารเอก คอยทำตามคำสั่ง ตั้งชื่อตามเทพสงครามกรีก ทำให้ดิลลินเจอร์เป็นขั้วตรงข้ามกับเอนคอม ที่ตั้งใจยกระดับมนุษยชาติ
ภาคนี้ การนำโลกเสมือนอย่างเดอะกริดเข้ามาสู่โลกจริง และบทหนังก็พาโลกจริงเข้าสู่โลกเสมือน
เหตุการณ์ช่วงแรกของหนังจึงเล่าถึงการพัฒนาเอไอที่เก่งกาจด้านการต่อสู้ แต่ไม่สามารถอยู่ในโลกจริงได้อย่างเสถียร เลยต้องใช้วิธีแฮ็คข้อมูลจากอีกฝ่าย ถือเป็นความทะเยอทะยานไม่เบาที่เขาหยิบเรื่องเอไอมาบอกเล่าในบท แต่ก็เหมือนว่าตอนนี้ เอไอกำลังเป็นสิ่งปกติในชีวิตผู้คนไปแล้ว
Taglines: No going back.
การสร้างวัตถุมีชีวิตด้วยเครื่องมือคล้ายปรินเตอร์สามมิติ อาจดูเหลือเชื่อไปหน่อยสำหรับหนังไซไฟ แต่ถ้ามองว่ามันเป็นจินตนาการที่ไม่ต้องเน้นจริงให้มาก แต่เน้นความบันเทิงมากกว่า ก็พอทำใจให้มองผ่านไปได้
หนังใช้เวลาเล่าสลับกันระหว่าง 2 คู่แข่งทางธุรกิจ และเล่าสลับกันระหว่างโลกจริงและเดอะกริด ช่วงเวลาการแฮ็คข้อมูลเอ็นคอม หนังใส่ CG แบบจัดเต็ม ก่อนไปเน้นความเร็วสร้างความเร้าใจให้ผู้ชม ในช่วงไล่ล่าบนถนนของคนจริงและเอไอเพื่อชิงตัวอีฟคิม
บางสิ่งอาจดูล้ำ อย่างเช่นกรณีอีฟที่ถูกแปลงกลายเป็นร่างดิจิทัล การโอนถ่ายสิ่งมีชีวิตให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัล อาจจะไม่ได้เป็นอะไรใหม่ในโลกภาพยนตร์นัก แต่มันก็ทำให้ตัวละครอีฟคิมได้เจอกับแอรีสอีกครั้ง แต่เป็นในเดอะกริด ที่อาจชวนอึ้งหน่อยก็คือ โค้ดภาวะถาวรนั้นอยู่ในร่างดิจิทัลของอีฟแล้ว (แม้แค่เธอเห็นมันชั่วแว้บเดียวก็ตาม)
บทหนังเขียนให้มนุษย์อย่างจูเลียนเป็นปีศาจร้าย ที่มุ่งหมายความสำเร็จโดยไม่สนว่าจะทำให้ใครต้องตาย แต่ก็เขียนให้แอรีสที่เป็นเอไอทหารกลับเลือกจะฝ่าฝืนคำสั่ง และไว้ชีวิตอีฟ เมื่อเขาออกมาจากเดอะกริดได้ เขาก็เจอเผชิญกับการนับถอยหลัง 29 นาทีอีกครั้งท่ามกลางการไล่ล่า เรื่องราวช่วงนี้ก็ออกจะเหลือเชื่อไปหน่อย แถมอีฟที่เพิ่งออกมาจากเดอะกริด กลับไม่อยู่ในเงื่อนไขเดียวกันซะงั้น
แน่นอนว่า เมื่อแอรีสเลือกขัดคำสั่ง จูเลียนก็ต้องมองว่าเก็บไว้ไม่ได้ กลายเป็นว่าอาธีนากลายเป็นมาสเตอร์คอนโทรลแทน และสองเอไอต้องมาต่อสู้กันเอง บทที่คุ้น ๆ เคย ๆ ถ้าไม่รีบไม่ร้อนคาดเดาเรื่องราวไปก่อน ก็ต้องถือว่า ดูได้เพลิน ๆ ในระดับหนึ่ง แม้บางส่วนจะชวนตะขิดตะขวงและขมวดคิ้วไปบ้างก็ตามทีเถอะ
พาหนะในภาคนี้ มีทั้งรถถังสุดสวยแต่แกร่ง พาหนะลักษณะคล้ายมอเตอร์ไซค์ที่มีหางลากยาวเป็นแสง พาหนะที่วิ่งได้บนน้ำ รวมทั้งเครื่องร่อน แน่นอนว่า ยานขนาดใหญ่ที่เราคุ้นเคย เรคอกไนเซอร์ ก็ต้องมีอยู่ในภาคนี้ด้วย
แม้เราจะมองเห็นแล้วว่า บทหนังอาจจะไม่ได้มีอะไรหวือหวา และวิชวลสวยจัดจนแทบจะหลุดจากไซไฟเข้าโซนแฟนตาซีอยู่รอมร่อ เราได้เห็นโลกเดอะกริดที่ว้าวซ่า แถมยังพาเกมยุคเก่ากลับมา พร้อมกับตัวละครที่คนรักทรอนต่างคิดถึง ซีจีที่มาพร้อมสีเรืองแสง สร้างภาพให้เป็นหนังไซเบอร์พังก์ให้ออกมามีสีสัน การต่อสู้ความเร็วปกติสลับสโลว์โมชัน ผสานดนตรีสังเคราะห์ นี่คงเป็นจุดขายที่สำคัญของหนัง ผู้คนจดจำเอกลักษณ์ของหนังได้จากสีสันและสถาปัตยกรรมล้ำๆ ของมัน
หนังใส่ไอเดียเอไอที่ศึกษาเข้าใจมนุษย์ แต่บทไม่สามารถบอกเล่าเบื้องหลังมุมลึกของเอไอแอรีสได้มากนัก อีฟที่เชื่อใจและเชื่อมโยงกับเอไออย่างแอรีสได้รวดเร็วเหลือเชื่อ โปรแกรมที่อยากจะมีชีวิต เอไอที่ยินยอมทำตามคำสั่ง กับเอไอที่เลือกชะตาของตัวเอง
ดูจบแล้วอย่าเพิ่งเปลี่ยนไปเรื่องไหน เพราะมันยังมีอีกฉากแถมให้ บ่งบอกว่าน่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในภาคหน้า (ถ้ายังทำต่ออะนะ)
รายละเอียดเกี่ยวกับหนัง
| ชื่อภาพยนตร์ | Tron: Ares / ทรอน: แอรีส |
| กำกับ | Joachim Rønning |
| เขียนบท | Jesse Wigutow |
| แสดงนำ | Jared Leto, Greta Lee, Evan Peters, Jodie Turner-Smith, Jeff Bridges |
| แนว/ประเภท | แอ็คชัน, ผจญภัย, ไซไฟ |
| เรท | 13 |
| ความยาว | 119 นาที |
| ปี | 2025 |
| สัญชาติ | สหรัฐอเมริกา |
| เข้าฉายในไทย | |
| ผลิต/จัดจำหน่าย | Walt Disney Pictures |
คะแนนรีวิวหนัง ทรอน: แอรีส
พล็อตและบท - 6.5
การแสดง - 7
การดำเนินเรื่อง - 6.5
เพลงและดนตรีประกอบ - 7.5
งานถ่ายภาพ โปรดักชั่นและเทคนิคพิเศษ - 8
7.1
Tron: Ares
เมื่อสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการมาห้ำหั่นกัน เพื่อที่จะพาเอไอภายในเดอะกริดให้ออกมาโลดแล่นอยู่ในโลกจริง แต่ค่ายหนึ่งกลับทำได้แค่ 29 นาทีก่อนสลายไป อีกค่ายกลับค้นพบภาวะถาวร จนต้องแฮ็คเพื่อขโมยข้อมูลกันขึ้น หนังภาคนี้ที่พาคนดูได้เห็นโลกจริงสลับไปมากับอีกโลกหนึ่ง สีสันยังคงจัดจ้าน วิชวลยังล้ำสวยสด ดนตรประกอบยังสังเคราะห์ ฉากแอ็คชันยังพาระทึกได้ แม้บทและเรื่องราวจะไม่ให้เราได้พบเจออะไรแปลกใหม่ เอไอที่เริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต น่าเสียดายที่บทยังทำไม่ถึงพอ จะไปต่อหรือเปล่ายังไม่รู้ ดูกันต่อไป













