ช่วงนี้ ผมรู้สึกตัวว่ากำลังเน้นดูซีรีส์จากชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป เลยพยายามมองหาซีรีส์เรื่องใหม่จากชาติอื่นดูบ้าง จนในที่สุด ก็ลองเปิดเข้าดู ‘Vikings Valhalla’ หรือชื่อไทยว่า ‘ไวกิ้ง วัลฮัลลา’ ดู ก็พบว่ามันเป็นซีรีส์มหากาพย์ที่น่าสนใจ แม้จะพบที่จริงแล้ว ควรจะได้เปิดดู ‘Vikings’ ที่เป็นภาคดั้งเดิมเพื่อปูพื้นเสียก่อน แต่เพราะความเป็นคนใจร้อน และไม่นิยมดูซีรีส์ยาวๆ 6 ซีซัน เลยจัดภาคนี้มาก่อน เผื่อสนใจจริงๆ ค่อยย้อนกลับไปติดตามอีกที
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังตอนแรกของไวกิ้งต้นฉบับราว 150 ปี กับโปรดักชันอลังการที่ต้องสร้างฉากพื้นหลังเป็นอังกฤษในยุคที่เก่าราว … ในช่วงเวลาโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ไวกิ้งที่กระจายตัวไปอยู่ในหลายพื้นที่ ความแตกต่างทางความเชื่อความศรัทธา ทั้งพวกที่มีความเชื่อดั้งเดิม และกลุ่มคนที่เป็นคริสเตียนผู้มองคนกลุ่มแรกเป็นพวกนอกรีต
สงครามแห่งการแย่งชิงอำนาจท่ามกลางความขัดแย้งทางความเชื่อที่คุกรุ่น
เรื่องย่อซีรีส์ ‘Vikings Valhalla’
เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นในยุคที่ชาวไวกิ้งกระจายกันไปตั้งรกรากในหลายพื้นที่ รวมทั้งบนเกาะอังกฤษ มีชุมชนชาวไวกิ้งที่ตั้งอยู่เคียงข้างเมืองลอนดอนแล้วด้วยซ้ำ
เลฟ เอริคส์สัน (Sam Corlett) ชายชาวไวกิ้งผู้มาจากกรีนแลนด์พร้อมกับน้องสาว เฟรย์ดิส เอริคส์ด็อทเตอร์ (Frida Gustavsson) เขาเป็นลูกของเอริค เดอะเร้ด ตำนานกัปตันเรือผู้ที่ไวกิ้งหลายกลุ่มเกลียดชังและเคียดแค้น เหตุเพราะผู้เป็นพ่อเคยฆ่าพี่น้องของพวกเขา การมาเยือนนอร์เวย์ของเขาครั้งนี้ก็เพื่อแก้แค้นให้กับไวกิ้งคริสเตียนคนหนึ่งที่เคยกระทำย่ำยีน้องสาว เขาคือ ยาร์ลโอลาฟ ฮารัลด์สัน (Jóhannes Haukur Jóhannesson)
ด้านเฟรย์ดิส เธอเองก็เติบโตมากับแนวคิดโบราณ และตอนนี้เธอกับพี่ชายได้กลายเป็นคนนอกรีตในสายตาของไวกิ้งคริสเตียนไปแล้ว
จุดประสงค์การมาของพวกเขานั้นช่างแตกต่างจากไวกิ้งกลุ่มอื่นอย่างสิ้นเชิง หลังจากพระราชาเอเทลเรด (Bosco Hogan) แห่งอังกฤษสั่งกวาดล้างชุมชนไวกิ้งในเดนลอว์ ก่อให้เกิดกระแสความเคียดแค้น ไวกิ้งกลุ่มต่างๆ จึงเดินทางมารวมตัวกันที่คัตเทกัต ที่นั่นมีชายนาม ฮารัลด์ ซิเกิร์ดซัน (Leo Suter) ผู้อยากจะเป็นพระราชาของนอร์เวย์ให้ได้ในสักวัน ผู้ที่พร้อมนำทัพไวกิ้งบุกอังกฤษเพื่อล้างแค้น
ท่ามกลางความขัดแย้งภายในเรื่องความเชื่อความศรัทธา
รีวิวซีรีส์ ‘ไวกิ้ง วัลฮัลลา’
เป็นการเปิดตัวเองเข้าสู่โลกของไวกิ้งที่แปลกประหลาดอยู่สักหน่อย ที่จู่ๆ ก็โผล่มาติดตามซีรีส์ ‘Vikings Valhalla’ เสียก่อน แน่นอนว่า บางชื่อที่ตัวละครเอ่ยถึงซึ่งคาดว่าอาจอยู่ในซีรีส์ ‘Vikings’ ภาคดั้งเดิม อาจเป็นตัวละครที่ไม่อาจซึมซับได้ซึมลึก แต่ก็นั่นแหละ ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นปัญหาในการติดตามเรื่องราวในภาคนี้
เรื่องเล่าของไวกิ้งในยุคที่ศรัทธาถูกสั่นคลอน
ซีรีส์เรื่องนี้ชัดเจนว่า กำลังเล่าถึงประวัติศาสตร์การต่อสู้-ศึกสงคราม-การแย่งชิงอำนาจเหนือดินแดนในแถบยุโรปตอนเหนือ ตอนนั้นมันอยู่ในช่วงของความเปลี่ยนแปลง ความเชื่อเก่าเรื่องเทพเจ้าที่นับถือกันมาเป็นร้อยปี กับศาสนาที่ใหม่กว่าอย่างคริสต์ มันจึงเป็นซีรีส์แนวประวัติศาสตร์ผสมกับความขัดแย้งในเชิงศาสนา
โดยมีชาวกรีนแลนด์ที่นำโดยสองพี่น้องอย่าง เฟรย์ดิส และ เลฟ ผู้ยังคงมีความเชื่อดั้งเดิมและไม่ได้มีความคิดจะแก้แค้นอังกฤษเหมือนกับชาวไวกิ้งกลุ่มอื่นๆ พวกเขาแล่นเรือฝ่ามรสุมหนักหน่วงจากกรีนแลนด์มาเพื่อแก้แค้นหัวหน้าโอลาฟ ไวกิ้งคริสเตียนผู้เคยย่ำยีเฟรย์ดิส แต่ก็ได้ฮารัลด์(ผู้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเฟรย์ดิส)ที่ช่วยให้สองพี่น้องรอดพ้นความผิด ส่งผลให้พวกเขาต้องแยกจากกันชั่วคราว
เลฟผู้พี่จำต้องเข้าร่วมกับฮารัลด์ออกแล่นเรือเดินทางไปยังลอนดอนเพื่อแก้แค้นต่อราชาเอเทลเรดภายใต้การนำของราชาคนุต (Bradley Freegard) แต่ไปๆ มาๆ เลฟกลับกลายเป็นส่วนสำคัญในชัยชนะ ส่งผลให้เขามุ่งมั่นจะสร้างชื่อให้ปรากฏและไม่อยู่ภายใต้เงาของพ่อผู้เหี้ยมโหดอีกต่อไป ด้านน้องสาวอย่างเฟรย์ดิส นางเดินทางไปยังอุปซอลาจากคำขอของหัวหน้าฮาคอน (Caroline Henderson) แห่งเมืองคัตเทกัตเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับเทพเจ้า ทว่ากลับต้องเผชิญหน้ากับเหล่านักรบคริสเตียนผู้บ้าคลั่ง
สงครามแย่งชิงอำนาจและตัวละครสำคัญ
เรื่องราวแนวมหากาพย์อย่างนี้ ย่อมไม่พ้นต้องเต็มล้นไปด้วยตัวละครที่ผู้ชมต้องพยายามจดจำพวกเขาให้หมด คราวนี้ เรามาว่ากันที่การเมืองการสงครามบนแผ่นดินอังกฤษกันบ้าง
หลังราชาคนุตแห่งชาวไวกิ้งนำทำรบชนะอังกฤษได้สำเร็จ มันเป็นช่วงเวลาที่กษัตริย์เอเทลเรดสิ้นพระชนม์ แทนที่เขาจะสังหารบุตรชายอย่างเอ็ดมันด์ (Louis Davison) เขากลับเลือกที่จะขึ้นปกครองอังกฤษร่วมกันแทน คนุตทั้งใช้ประโยชน์จากอำนาจโยงใยเหล่าขุนนางของเอ็ดมันด์ ทั้งยังสมรสกับราชินีเอมม่า (Laura Berlin) แม่เลี้ยงของเอ็ดมันในเวลาต่อมาอีกด้วย
แต่ความที่ราชาคนุตมีเรื่องขัดแย้งกับหัวหน้าโอลาฟเรื่อยมา ก็สร้างปัญหาอย่างไม่หยุดหย่อนเช่นกัน หัวหน้าโอลาฟคนนี้นี่แหละที่แล่นเรือออกไปหาความร่วมมือจากคนหลายกลุ่ม พาให้เราได้รู้จักกับดินแดนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง หนึ่งในนั้นคือ เดนมาร์ก ที่นั่นมีราชินีชื่ออ่านยากอย่าง Queen Ælfgifu (Pollyanna McIntosh) ปกครองอยู่ นางเป็นภรรยาชาวนอร์มันของราชาคนุต เมื่อนางได้รับทราบข่าวว่าสามีของตนกำลังจะสมรสกับราชินีอังกฤษ นางจะอยู่เฉยได้หรือ
เอาเข้าจริง ศึกแย่งชิงอำนาจครั้งนี้ก็มีตัวแปรอยู่หลายอย่าง หนึ่งในนั้น ก็คงเป็น ก็อดวิน (David Oakes) ที่ปรึกษาของกษัตริย์เอ็ดมันด์ผู้ที่มีความเฉลียวฉลาดรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง เขาคือคนที่คอยให้คำแนะนำกับกษัตริย์เอ็ดมันด์ นอกจากนี้ก็ยังมี สเวน ฟอร์กเบียร์ด (Søren Pilmark) ผู้พ่อของราชาคนุตที่ก้าวเข้ามาปกครองอังกฤษช่วงที่ลูกไม่อยู่ เขามีบุคลิกโหดเหี้ยมไม่ค่อยประนีประนอมแบบที่ลูกชายเป็น
ยังไม่ได้พูดถึงอาณาจักรเมอร์เซียบ้านเกิดของราชินีเอมม่า ตอนนั้น อาณาจักรแห่งนี้ถูกปกครองโดย อีดริก สตรีโอนา (Gavin Drea) ที่ยกทัพมาช่วยแต่ไม่ทำอะไรจนทำให้ไวกิ้งได้รับชัยชนะ
สงครามที่เกิดขึ้นท่ามกลางสองขั้วความเชื่อ
เอาจริงๆ การที่เข้ามาเริ่มติดตามซีรีส์เกี่ยวกับไวกิ้งนี่ ทำให้ต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของชาวแซกซอน ชาวไวกิ้ง ชาวนอร์มัน ชาวเมอร์เซียน และอังกฤษเองอยู่พอสมควร เราไม่รู้ว่าแต่ละตัวละครมีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ทั้งหมดไหม แต่ก็พอจะเห็นบางชื่อที่มีอยู่จริง
สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ เรื่องราวในซีรีส์ที่ไม่อาจแยกจากความขัดแย้งของสองความเชื่อไปได้พ้น มองเห็นว่าความเชื่อดั้งเดิมที่ฝังรากลึกมานาน ความเชื่อที่มีเทพโอดินเป็นแกนกลาง เริ่มจะกลายเป็นวิถีเก่า เมื่อศาสนาคริสต์กลายเป็นกระแสใหม่หลังพระเยซูเสียชีวิตไปได้ราวหนึ่งพันปี
แต่คริสเตียนในยุคนั้นก็มีความคิดที่แตกต่างกันไป หลายคนนับถือคริสต์แต่ก็ยังมองเห็นความเป็นมนุษย์และมองว่าไม่ว่าจะเชื่อแบบใดก็ควรจะอยู่ร่วมกันได้ แต่ก็มีคริสเตียนบางคนที่มองคนที่เชื่อในแบบดั้งเดิมเป็นพวกนอกรีต ที่เขาต้องกำจัด กีดกันและเกลียดชัง ขณะที่ก็มีบางกลุ่มเช่นกันที่เป็นคริสเตียนผู้คลั่งศาสนา มักก่อเหตุเข่นฆ่าไม่หยุดหย่อน
และในซีรีส์เรื่องนี้ ความขัดแย้งทางศาสนาและความเชื่อเข้าไปมีผลต่อการดำเนินเรื่องในทุกภาคส่วน เริ่มตั้งแต่การแก้แค้นของไวกิ้งต่อลอนดอน-อังกฤษ ชาวไวกิ้งก็ถูกแบ่งกลายเป็นสองส่วนที่ไม่เข้ากันไปแล้ว แม้ต้องร่วมรบกันแต่ก็ทะเลาะจนถึงฆ่ากันอยู่เนืองๆ หรือแม้แต่การก่อการของหัวหน้าโอลาฟที่เข้าหาคริสเตียนหัวรุนแรงพวกนั้นก็ด้วย
สำหรับ ‘วัลฮัลลา’ เป็นชื่อหอวีรชนอันโอ่อาแห่งแอสการ์ดที่ปกครองโดยจอมเทพโอดิน เป็นที่ที่เหล่านักรบต่างมุ่งหมายจะได้ไปอยู่และได้ใช้ชีวิตหลังความตายอย่างมีความสุข
ซีรีส์เรื่องนี้จะมีทั้งหมด 3 ซีซัน ซีซันละ 8 ตอน แน่นอนว่า เมื่อซีซันใหม่มา ข้าพเจ้าคงไม่พลาดชม!
รายละเอียดเกี่ยวกับซีรีส์
ชื่อซีรีส์ | Vikings Valhalla / ไวกิ้ง วัลฮัลลา |
ผู้สร้าง | Jeb Stuart |
ผู้เขียนบท | |
นักแสดง | Sam Corlett, Leo Suter, Jóhannes Haukur Jóhannesson, Frida Gustavsson, Laura Berlin, Bradley Freegard |
แนว/ประเภท | Action, Adventure, Drama, History, Romance, War |
จำนวนตอน | ซีซัน 1: 8 ตอน |
ช่องทางรับชม | Netflix |
เริ่มออกอากาศ | 25 กุมภาพันธ์ 2022 |
ผู้ผลิต/เจ้าของลิขสิทธิ์ | MGM Television, MGM/UA Television, Netflix |
ไวกิ้ง วัลฮัลลา
พล็อตและบท - 7.4
การดำเนินเรื่อง - 7.6
การแสดง - 7.4
ดนตรีประกอบ - 7.6
โปรดักชัน การถ่ายภาพ และเทคนิคพิเศษ - 7.8
7.6
Vikings Valhalla
Vikings Valhalla เป็นซีรีส์แนวมหากาพย์ที่เล่าเรื่องชาวไวกิ้งต่อเนื่องจากภาคหลักไปราวร้อยปี เมื่อชาวไวกิ้งกระจายกันไปทั่วยุโรป รวมทั้งตั้งถิ่นฐานอยู่เคียงข้างลอนดอนแต่กลับถูกกษัตริย์อังกฤษถล่มเสียราบคาบ จนต้องระดมชาวไวกิ้งทั้งมวลมาแก้แค้น ท่ามกลางความขัดแย้งด้านการนับถือศาสนาระหว่างชนผู้นับถือเทพโอดินกับเหล่าคริสเตียนที่มองพวกแรกว่านอกรีต