Movie

รีวิว Little Miss Sunshine | บนถนนของคนขี้แพ้

หลังจากที่ไม่ได้มีเวลาดูหนังมายาวนานหลายวัน -_-” วันนี้ ผมก็ได้ดูหนังแล้ว เป็นหนังแผ่นซะด้วย เช่ามาแล้วก็ไรท์ไว้เรียบร้อย แต่ยังไม่ได้มีเวลามาดูสักที ทุกอย่างมันวุ่นเครียดจนไม่มีเวลาไม่มีอารมณ์จะมานั่งดูอะไร จนวันนี้ รู้สึกว่า ไม่ไหวละ ขอพักบ้างเถอะ เลยได้ดูเรื่องนี้ครับ “Little Miss Sunshine”

Little Miss Sunshine | บนถนนของคนขี้แพ้

หนังเรื่องนี้เป็นหนังสไตล์ “Road Movie” อีกเรื่องหนึ่งในชีวิตที่ผมได้ดูแล้วชอบ (หลังได้ดู “หมวยนรกฯ หนัง Road Movie พันธุ์ไทยแล้วไม่ชอบเอาเสียเลย แต่หลายคนกลับชอบกันแฮะ)

“Little Miss Sunshine” อาจจะเป็นชื่อที่แปลกไม่คุ้นหูบางคนสักเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่หนังในกระแส ไม่ใช่หนังฟอร์มยักษ์ แต่เป็นหนังเล็กๆ แต่ “โดน” ใจผมอย่างมหาศาล (แม้ว่าคนข้างๆ เขาจะเฉยๆ ก็ตามที) เรื่องราวของครอบครัวที่รวมเหล่าคนขี้แพ้เข้าไว้ด้วยกัน แต่บังเอิญโชคชะตาพาให้ต้องผจญชีวิตบนท้องถนนร่วมกัน จนพบอะไรบางอย่างที่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ให้กับพวกเขาก็ได้

ครอบครัวนี้ประกอบไปด้วย Olive เด็กสาวผู้ใฝ่ฝันอยากชนะการประกวด Little Miss Sunshine เธอถูกพ่อเป่าหูอยู่เป็นประจำให้มุ่งมั่นเต็มที่เพื่อชัยชนะ แน่นอน เมื่อเธอมีโอกาสเข้าประกวด เธอจึงตื่นเต้นและลิงโลดใจเป็นอันมาก

ขณะที่ Dwayne พี่ชายของ Olive ก็มุ่งมั่นอยากเข้าโรงเรียนการบินให้ได้ ถึงขนาดตั้งปณิธาน จะไม่พูดกับใครเลยจนกว่าจะทำสำเร็จ แน่นอนว่า ถ้าเขาผิดหวัง มันคงทำให้เขา hurt อย่างมาก

ขณะที่พ่อของเด็กทั้งสอง Richard ก็ดูกำลังจะได้หนทางร่ำรวย เมื่อหนังสือบันได 9 ขั้นสู่ความสำเร็จของเขา กำลังจะถูกพิมพ์เป็นหนังสือ ถ้ามันขายดี เขาต้องรวยเละ เขาเป็นคนที่ปลุกปั่นให้คนในครอบครัวมุ่งมั่นเพื่อชัยชนะ

Sheryl ภรรยาของ Richard ก็ดูจะเป็นคนที่เป็นพวกขี้แพ้น้อยที่สุด แต่กลับปวดหัวที่สุดเมื่อต้องประคับประคองทุกส่วนในบ้านให้อยู่กับร่องกับรอย แต่เธอเองก็กำลังเลิกสูบบุหรี่ ซึ่งเธอก็ยังทำไม่ได้สักที

ผู้เป็นปู่ในบ้านกลับเสพยาไม่ยอมเลิก โดยให้สาเหตุว่า “ฉันแก่แล้ว” ส่วนอีกคน พี่ชายของ Sheryl ก็เพิ่งกลับมาจากโรงพยาบาล หลังพยายามฆ่าตัวตายเพราะแฟนผู้ชายที่ตัวเองหลงรัก ดันไปคบกับคนที่ชนะเขาในชีวิตนักเขียน ทุกคนจึงต้องดูแลเขาอย่างดี เพื่อไม่ให้เขาฆ่าตัวตายซ้ำอีก

ดูจะเป็นเรื่องราวที่วุ่นๆ น่าดูละครับ ครอบครัวนี้

เมื่อทุกคนรู้ตัวว่า Olive จะได้ประกวด Miss Sunshine ทุกอย่างกระทันหัน พวกเขารีบเร่งเดินทางด้วยรถตู้คันโทรมเพื่อข้ามรัฐไปยังแคลิฟอร์เนีย โดยจะทิ้งใครไปไม่ได้ จำเป็นต้องยกไปกันทั้งบ้าน เรื่องราวชวนปวดหัวของเหล่าขี้แพ้ทั้งหลายกำลังเริ่มขึ้น

—————————–

หนังมีไดอะล็อกที่พูดกันในเรื่องที่ออกจะเครียดๆ แต่ผมว่า แฝงไว้ด้วยปรัชญาการใช้ชีวิตมากมาย ความคิดที่แตกต่างกันของคนในครอบครัวเดียว นำมาซึ่งความวุ่นวายพิลึก แต่แล้วในการเดินทางครั้งนี้ มันได้สอนอะไรบางอย่างให้กับพวกเขาแต่ละคน

ชีวิตจริงๆ จำเป็นต้องเคร่งเครียดขนาดนั้นมั้ย? จำเป็นมั้ยที่ต้องมุ่งมั่นไปให้ถึงชัยชนะ? แพ้แล้วยังภูมิใจได้มั้ย? โอ้ย.. อีกหลายอย่าง บางที ผมอาจจะต้องดูหนังเรื่องซ้ำอีกครั้ง เพื่อเก็บเกี่ยวอะไรจากมันให้มากกว่านี้อีกนิด

ผมชอบตรงที่เขาเสียดสีประชดประชันวัฒนธรรมการแข่งขันของมนุษย์ Little Miss Sunshine เป็นการประกวดหนูน้อย ที่เมื่อพวกเขาได้สัมผัสมันจริงๆ กลับพบว่า มันเหลวไหลสิ้นดี และยำมันเสียเละ เป็นการค้นพบในอีกรูปแบบ แม้จะทำให้พวกเขาพ้นจากการเป็นพวก “ขี้แพ้” ก็ตามที

——————————

มาดูใบปิดหนังกันมั่ง 3 แบบแรก เป็นสมุดเล่มฉีกเล็กๆ ที่ Dwayne ใช้เขียน เมื่อต้องสนทนากับคนอื่นๆ และ 3 ข้อความนี้ คือสิ่งที่เขาเขียนในหนัง…

ส่วน 3 แบบหลังนี่ เป็นแบบที่เห็นกับทั่วๆ ไปตามโรงหนัง ตามปกดีวีดี เน้นสีเหลืองจริงๆ เลย มันเป็นสีของรถตู้คนนั้นนั่นเอง รถตู้ที่เก่ามากๆ จนมีปัญหากลางทาง คลัชต์เสียจนต้องเข็นให้มันสตาร์ตติด แล้ววิ่งขึ้นรถเอา เขาเลยหยิบมาใส่ในโปสเตอร์ แบบสุดท้าย คงจะได้เห็นตอนจบ (ซึ่งขอไม่เล่าดีกว่า)

แนะนำให้ลองไปหามาดูนะครับ

BlogComment
Little Miss Sunshine

User Rating: Be the first one !

อ่านเรื่องอื่นๆ
แท็ก

PatSonic

บล็อกเกอร์ผู้ชอบดูหนังหลากแนว ฟังเพลงหลายสไตล์ มีเวลาว่างก็จะออกไปท่องเที่ยว บางเวลาก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน หยิบซีรีส์ขึ้นมาดู แล้วก็จะหยิบมาเขียนให้ทุกคนได้อ่านกัน

6 คอมเมนต์

  1. ลองตอบอีกที พยายามตอบมาสองรอบแล้ว ถ้าตอบได้ จะมาพิมพ์ความเห็นนะ

  2. ^
    ^
    อ่า ตอบได้แล้ว หลังจากเข้ามาสองครั้ง ตอบแล้ว error ทั้งสองครั้งเลย

    (-_-)

    ชอบหนังเรื่องนี้อะ ชอบที่หนังเหมือนจะตีให้ซึ้งมากๆได้ แต่ไม่ทำ แต่มันซึ้งเองได้ในใจเรา อีกอย่างเพลงประกอบไพเราะมากมาย ชอบๆ

  3. จะบอกว่า บนถนนของคนขี้แพ้ แต่มันยังปูทางด้วยความหวัง คนขี้แพ้เหล่านี้ จากเรื่องเค้ายังลุกได้โดยไม่ลังเล และยังมีรอยยิ้มอยู่เสมอ มันยังดีกว่าคนชนะที่ไม่เคยรู้จักกับคำว่าขี้แพ้นะคะ

  4. เพิ่งดูเรื่องนี้เมื่อวานครับทางช่อง Star Movie ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ชื่อเรื่องว่าอะไร คือไม่ได้ดูตั้งแต่เริ่มอ่ะครับ มาดูก็ตอนกลางๆเรื่องในรถแวนแล้ว แต่ก็คุ้นๆเหมือนกัน มารู้ชื่อก็ตอนที่ในครอบครัวพูดถึงการประกวด Little Miss Sunshine อ่ะครับทีนี้ก็อ๋อเลย คือว่าอยากดูเรื่องนี้ด้วยแต่ลืมๆไป เพราะได้ยินว่าเข้าชิงออสการ์ด้วยและได้ยินคำวิจารณ์ว่าดี
    ตอนแรกก็ดูว่าหนังตลกดี แต่มันไม่ใช่อย่างที่คิด ดูแล้วได้ข้อคิดดีๆมากเลย
    ชอบหลายฉาก เช่น ฉากที่หนู Olive นอนห้องเดียวกับปู่แล้วก็ได้คุยกับคุณปู่ น้องเขาอยู่ๆก็ร้องไห้ออกมาเพราะว่ากลัวแพ้การประกวด Miss Sunshine แต่คุณปู่ก็ปลอบน้องเขาว่า หนูสวยที่สุดแล้ว และก็บอกประมาณว่าอย่ากลัวที่จะแพ้ แต่จงกลัวที่จะไม่ได้ทำมันต่างหาก จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง…
    อีกฉากก็คือตอนที่ Dwayne(พี่ชายของน้อง Olive)เขารู้ว่าตัวเองตาบอดสีจากการที่น้อง Olive เขาเล่นแผ่นตรวจสายตาอ่ะ แล้วลุงก็บอกให้เขารู้โดยตรงๆเลย Dwayne ก็เลยคลั่งเนื่องจากไม่สามารถเป็นนักบินได้แล้ว ก็เลยต้องจอดรถทั้งๆที่ต้องรีบไปกองประกวด Dwayne ที่กำลังสติแตกก็ไปที่ทุ่งข้างทางแล้วบอกว่าอยากอยู่คนเดียว ทิ้งเขาไว้ที่นี่ แล้วแม่เขาก็ไปปลอบแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายน้อง Olive ก็ไปปลอบโดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากพูดสักคำ เพียงแค่เข้าไปซบข้างไหล่แล้วกอด เท่านี้ Dwayne ก็บอกว่าไปกันก็ได้แล้ว…
    และอีกฉากที่ดูแล้วมันจี้ดี ฉากในโรงพยาบาล ก็คือตอนที่ปู่เขาเสียแล้ว แม่ก็บอกทุกคนว่าเรายังเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ แม่รักลูกทุกคนมากแล้วก็เริ่มร้องไห้ Dwayne ซึ่งตอนนั้นยังไม่ยอมพูด ตอนแรกนึกว่าเป็นใบ้ ก็ได้เขียนในสมุดฉีกแทนคำพูดว่า “Go Hug Mum” ให้กับน้อง Olive แล้วน้องเขาก็เดินเข้าไปกอดแม่ ดูแล้วก็ขำดี แต่ก็อบอุ่นดี
    และอีกฉากก็คือ ตอนที่น้อง Olive อยู่หลังฉากเวทีการประกวดห้องแต่งตัวอ่ะ คือว่าพ่อและพี่ชายพยายามที่จะปกป้องน้อง Olive ด้วยการไม่ให้ขึ้นเวทีประกวดความสามารถรอบสุดท้ายแล้ว เพราะคนอื่นเขาจะหาว่าน้องหรือลูกตัวเองเป็นตัวตลก แต่แม่ก็ห้ามเพราะมันเป็นสิ่งเดียวในตอนนั้นที่น้อง Olive เขาปรารถนาและก็พยายามฝึกซ้อมอย่างหนัก หลังจากปรึกษากันแล้ว 3 คน สุดท้ายแม่ก็บอกน้อง Olive ว่าถ้าไม่อยากประกวดต่อไปแล้วก็ไม่ต้องแล้วแต่ลูกประมาณนั้นอ่ะ แต่น้อง Olive ก็ไม่พูดอะไร น้องหยิบหมวกใส่ศีรษะแล้วก็พร้อมแสดงแล้ว แบบว่า The Show Must Go On อะไรประมาณนี้ แบบว่าน้องเขาแน่จริงๆ ชอบๆ
    สรุปว่าชอบหนังเรื่องนี้มาก หลงรักไปเลย ดูแล้วนึกขำไม่หยุด อมยิ้มตลอด แต่ก็มีสาระข้อคิดดี ปนเคล้ากับความเพี้ยน ความฮาดี และก็มีเรื่องดราม่านิดๆปนเศร้าแบบน้ำตาซึมๆ ครบทุกรสเลย ทุกคนควรไปหามาดูนะครับ

  5. เข้าใจนะว่า ชอบเรื่องนี้ แต่มาเล่าอย่างนี้ คนยังไม่ได้ดูเคืองแย่เลย

Back to top button
Close