สัปดาห์นี้คงจะไม่มีหนังเรื่องไหนชวนดึงดูดใจให้เข้าโรงได้มากไปกว่า ‘Spider-Man Homecoming’ มันคือการกลับมาอีกครั้งของพ่อหนุ่มขี้เล่น ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ หรือสไปดี้ หรือที่ใครๆ เรียกเขาว่า สไปเดอร์แมน นี่เป็นการรีบูทครั้งที่สองแล้ว หรือเรียกได้ว่าเป็นสไปดี้คนที่สามแล้วในช่วงชีวิตของข้าพเจ้า
คราวนี้ Sony ไม่ได้ทำหนังสไปดี้เดี่ยวๆ แต่มี Marvel มาร่วมด้วย ฝ่ายหลังสร้างหนัง แต่สิทธิ์ในการโปรโมตและจัดจำหน่ายยังคงเป็นของฝ่ายแรก หลังได้รับเสียงกล่าวถึงอื้ออึงใน ‘Captain America: Civil War’ ทำให้มาร์เวลได้โอกาสนำไอ้แมงมุมเข้าสู่จักรวาลอเวนเจอร์อย่างเต็มตัวด้วยภาคแยกที่เป็นจุดเริ่มต้นอีกครั้ง
โดยใช้ไอ้แมงมุมคนใหม่ ทอม ฮอลแลนด์
เรื่องย่อหนัง ‘Spider-Man Homecoming’
ใน Civil War หนุ่มน้อยสไปดี้ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ (Tom Holland) เคยได้ไปวาดลวดลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่เด็กสุดยียวนมาแล้ว แต่หลังนั้น เขาก็ได้กลายเป็นฮีโร่ฝึกหัดของ โทนี่ สตาร์ค หรือก็คือ Iron Man (Robert Downey Jr.) เขาถูกประคบประหงมอย่างดี แต่อาจจะดีเกินไปด้วยซ้ำ เพราะดูเหมือนเขาจะถูกจับตาอยู่ทุกย่างก้าว จะทำอะไรไปไหนป๋าพี่เลี้ยงเด็กก็มักจะรู้อยู่ตลอด
โดยเฉพาะการมีผู้คุมอย่าง แฮปปี้ โฮแกน (Jon Favreau) มาคอยคุมนี่แหละ
ปีเตอร์มีเพื่อนซี้รูปร่างอวบอ้วนแต่กวนตีนมากอย่าง เนด (Jacob Batalon) ที่ค่อนข้างปากสว่างทว่าจิตใจอยากจะได้เป็นเพื่อนซี้ฮีโร่ใจจะขาด ตามประสาเด็กหนุ่มเพิ่งแตกพาน ก็ย่อมจะมีความรักเข้ามาเอี่ยว กระทาชายนายปีเตอร์แอบชอบสาวผิวสีหุ่นสูงอย่าง ลิซ (Laura Harrier) และมีป้าแสนเซ็กซี่อย่างป้าเมย์ (Marisa Tomei) ที่เขาต้องปิดบังไม่ให้พวกเธอได้รู้ว่าเขาคือสไปเตอร์แมน
แต่เพราะจิตใจใฝ่ดีอยากจะทำคุณประโยชน์ให้สังคมนี่แหละ จึงพาให้เขาได้พบกับวายร้ายตัวแรก เขาคือ แอเดรียน ทูมส์ หรือวัลเชอร์ (Michael Keaton) มนุษย์ที่ขโมยเศษซากจากการโรมรันของเหล่าอเวนเจอร์สต่อพวกต่างดาวมาสร้างเป็นอาวุธพันธุ์ใหม่
งานนี้สไปดี้จะทำอย่างไรเมื่อป๋าสตาร์คคุมเข้มซะขนาดน้านนน!
รีวิวหนัง ‘สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง’
หลังจากการรีบูทหนก่อนสร้างชิ้นงานที่ดูไม่ค่อยน่าประทับใจนัก เราก็อาจจะเริ่มไม่คาดหวังกับการรีบูทครั้งใหม่นัก แต่ผลก็กลับออกมาดีกว่าที่คาด เมื่อมันเป็นหนังที่ใช้คาแรคเตอร์ความเกรียนของสไปดี้ออกมาได้สนุก ผสานความเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่และหนังวัยรุ่นได้เหมาะเจาะดี
นี่คือหนังวัยรุ่นที่ห่อหุ้มอยู่ในหนังซูเปอร์ฮีโร่
ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ในวัย 15 ปี ช่วงเวลาที่เขายังเรียนไฮสกูลอยู่เลย แม้จะค้นพบตัวเองในการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะใช้พลังพิเศษเพื่อช่วยให้สังคมมันน่าอยู่ แต่ด้วยช่วงชีวิต ยังไงๆ เขาก็ยังคงเป็นวัยรุ่นคนหนึ่งอยู่ดี
ชีวิตของเขายังไงก็ไม่พ้นโรงเรียน เพื่อน คนรัก และบ้าน
‘สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง’ จึงเล่าในเรื่องพวกนี้ ปีเตอร์ที่กำลังสนุกกับการเรียน แต่มันมีอะไรบางอย่างที่คอยหันเหให้เขาสนใจสิ่งอื่น กลางวันกลางคืน เขามักจะออกไปพร้อมชุดสไปเดอร์แมนที่โทนี่ สตาร์ค ส่งมาให้ ออกตระเวนช่วยคนโน้นคนนี้เรื่อยไป หลายครั้งก็ทำไปตามประสาวัยรุ่นเกรียนๆ ที่ยังไม่รู้อะไรในชีวิตดีนัก
เขามีเพื่อนสนิทที่ตื่นเต้นยกใหญ่เมื่อรู้ว่าเขาคือสไปดี้ มีลิซ สาวที่เขาเฝ้ามองอยู่ และเขาก็หลายมีกิจกรรมในโรงเรียน ไม่ว่างานคืนสู่เหย้า ปาร์ตี้บ้านของสาวลิซ รวมไปถึงการแข่งขันความเป็นเลิศกับเพื่อนๆ
รวมกันแล้วนี่มันก็คือหนังวัยรุ่นชัดๆ
เพียงแต่เขาไม่ใช่วัยรุ่นธรรมดา เขามีพลังพิเศษและเขาก็มีชุดพิเศษที่มาพร้อมกับอุปกรณ์ไฮเทคมากมาย ทำให้วันของเขาไม่ธรรมดา และเมื่อได้พบกับวายร้ายที่สมน้ำสมเนื้อผู้มีเบื้องหลังไม่ธรรมดา
มันจึงกลายเป็นหนังวัยรุ่นที่ห่อหุ้มด้วยหนังซูเปอร์ฮีโร่ไปในทันที
คนเขียนบท…เกรียนมาก
มันไม่ได้มีแค่บทของวัยรุ่นเกรียนๆ ที่อยากจะช่วยโลกหรอก มันเป็นเรื่องของกลุ่มเพื่อนที่บางครั้งบางทีก็ชอบทำอะไรบ้าๆ บ๊องๆ ให้เรานั่งขำ คนเขียนบทที่เห็นว่าร่วมเขียนกันห้าหกคน ใส่อะไรลงเยอะมาก
ไม่ว่าจะเป็นการสร้างให้สาวของสไปดี้มีผิวสีดำ ฉีกแนวออกไปเลยจากที่เคยเป็น
ไม่ว่าจะการคิดให้ชุดของสไปดี้มีลูกเล่นมากขึ้น เพราะมันเป็นชุดสูทที่โทนี่ สตาร์ค คิดค้นมาให้ เราจึงได้เห็นว่าชุดของสไปเดอร์แมนมันทำอะไรได้มากกว่าที่เคยเห็น แถมยังมีเอไอให้สั่งการทำงานและคุยกับคนใส่ได้ด้วย
โดยรวมมันคือหนังของวัยรุ่นที่รู้ตัวว่ามีพลังแต่ยังต้องเรียนรู้อีกหลายอย่าง ความเก่งกาจในเชิงต่อสู้อาจจะยังไม่สูงนัก แต่ความเกรียนกลับสูงกว่า ในช่วงโปรโมตหนังอาจจะดูเหมือน Iron Man จะมีส่วนร่วมเยอะเป็นพิเศษ แต่กลับกลายเป็นเรื่องดีเพราะมันทำให้ทีมสร้างไม่ได้เล่าเรื่องราวในตัวอย่างมากเกินไป แต่เรื่องไม่ดีก็คือคนไปคาดหวังว่าจะได้เจอโทนี่ สตาร์ค เยอะกว่านี้ สำหรับผม มองว่ามันก็ถูกอยู่แล้วที่หนังเน้นเล่าเรื่องของสไปดี้เพราะนี่มันหนังของสไปดี้!
อีกอย่างที่น่าสนใจคือหนังมีตัวละครที่เป็นแขกรับเชิญด้วย ซึ่งข้อนี้ขอไม่เปิดเผย เอาไว้ให้ไปลุ้นในโรงกันเองก็แล้วกัน
แอ็คชั่นยังไม่โดดเด่น แต่เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ชวนฮา
อย่างไรก็ตาม แม้จะยอมรับและเข้าใจว่า นี่คือภาคเดี่ยวภาคแรกของไอ้แมงมุมคนใหม่ แม้จะไม่ได้เป็นการรีบูทแบบเริ่มใหม่หมด มีเหตุบางส่วนก็ถูกเล่าแบบย่นย่อด้วยบทสนทนา แต่มันก็เหมือนสไปดี้คือมือใหม่ในวงการซูเปอร์ฮีโร่ ฉากแอ็คชั่นและการกระทำอาจดูไม่หวือหวา หรือมีท่าเท่ๆ ให้รู้สึกจดจำ
ฉากแอ็คชั่นในหนังมันทำให้เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ
ทุกสิ่งที่คนดูได้รู้จักในขณะดู ก็เป็นสิ่งที่ปีเตอร์ได้เรียนรู้ในการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ด้วยเช่นกัน แต่สิ่งที่ผมรู้สึกได้ในฉากแอ็คชั่นบางฉากของภาคนี้ คือ มันมีการเคลื่อนไหวที่ไม่ชัดเจน ทุกอย่างอยู่ใกล้จนดูไม่ทัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครอยู่ตรงไหน
เมื่อมองในด้านของความสนุกในหนัง กลับพบว่าความเกรียนก่อให้เกิดความฮาได้บ่อยครั้งในระดับที่ใกล้เคียงกับที่ Iron Man เคยทำเอาไว้ ผู้ชมอย่างเราจะได้หัวเราะดังๆ กับหลายๆ ฉากที่จัดใส่เข้ามา หนังมีความแมสในระดับที่ลงตัว ทำให้คนดูลุ้นตามได้ ขณะเดียวกันก็รู้สึกได้ถึงหัวใจของหนังวัยรุ่นที่ถูกวางไว้อยู่ในนั้น
เป็นหนังสไปดี้ที่ป้าเมย์โคตรสาวและ Marisa Tomei ก็ยังดูเซ็กซี่อยู่ไม่น้อย หนังมีความเกรียนกระจายไปในทุกๆ ตัวละคร ไม่เว้นแม้กระทั่งฉากแถมหลัง end credit ที่มีอยู่สองจุดด้วยกัน
ต้องรู้จักอดทนนะ ดูหนังจบแล้วก็อย่าเพิ่งรีบลุกล่ะ
ชื่อภาพยนตร์: Spider-Man: Homecoming / สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง
ผู้กำกับภาพยนตร์: Jon Watts
ผู้เขียนบทภาพยนตร์: Jonathan Goldstein, John Francis Daley, Jon Watts, Christopher Ford, Chris McKenna, Erik Sommers
นักแสดงนำ: Tom Holland, Michael Keaton, Robert Downey Jr., Marisa Tomei, Jon Favreau
ดนตรีประกอบ: Michael Giacchino
ความยาว: 133 นาที
แนว/ประเภท: Action, Adventure, Sci-Fi
อัตราส่วนภาพ: 1.33 : 1 – 2.35 : 1
เรท: ไทย/, MPAA/PG-13
วันที่เข้าฉายในประเทศไทย: 6 กรกฏาคม 2560
สตูดิโอ/ผู้สร้าง/ผู้จัดจำหน่าย: Columbia Pictures, Marvel Studios, Pascal Pictures
สไปเดอร์แมน โฮมคัมมิ่ง
Spider-Man: Homecoming - 8
8
Spider-Man: Homecoming
โดยรวมมันคือหนังของวัยรุ่นที่รู้ตัวว่ามีพลังแต่ยังต้องเรียนรู้อีกหลายอย่าง ความเก่งกาจในเชิงต่อสู้อาจจะยังไม่สูงนัก แต่ความเกรียนกลับสูงกว่า ในช่วงโปรโมตหนังอาจจะดูเหมือน Iron Man จะมีส่วนร่วมเยอะเป็นพิเศษ แต่กลับกลายเป็นเรื่องดีเพราะมันทำให้ทีมสร้างไม่ได้เล่าเรื่องราวในตัวอย่างมากเกินไป แต่เรื่องไม่ดีก็คือคนไปคาดหวังว่าจะได้เจอโทนี่ สตาร์ค เยอะกว่านี้ สำหรับผม มองว่ามันก็ถูกอยู่แล้วที่หนังเน้นเล่าเรื่องของสไปดี้เพราะนี่มันหนังของสไปดี้!