Movie

จาก Dragon Wars ถึง Water Horse

ช่วงนี้ หนังไทยเข้าฉายเยอะเป็นพิเศษ เรียกว่าเป็นช่วง High Season ของหนังไทยก็ว่าได้ ปิดเทอมทั้งที เด็กๆ โตๆ เดินเข้าโรงหนังกันฮึ่ม รายได้พลอยดีไปด้วย แต่ผู้สร้างก็เลือกนำหนังมาฉายแข่งกันมากขึ้น แน่นอนว่า รายได้ก็คงเฉลี่ยๆ กันไปบ้าง แต่วันนี้ ผมเลือกหนังสัตว์ประหลาดสองเรื่องมาชนกันซะงั้น

จาก Dragon Wars ถึง Water Horse

วันก่อน ผมเช่า D-War หรือ Dragon Wars มาดู สนุกดีเหมือนกัน วันนี้ เข้าโรงไปยล Water Horse ก็เพลินดีไม่หยอก ทั้งสองเรื่องเป็นเรื่องสัตว์ประหลาดเหมือนกัน

หนังสัญชาติเกาหลี แต่มีฝรั่งเดินอยู่เต็มเรื่อง D-War เป็นเรื่องของตำนานงูยักษ์ ที่เล่ากันมาว่า ทุก 500 ปี จะมี “ยูอิจู” มาเกิดในร่างมนุษย์ผู้หญิง เธอจะมีปานแดงรูปมังกร ซึ่งจะเหมือนของขวัญที่สวรรค์ประทานให้กับงูยักษ์ “อิมูกิ” เธอต้องพลีชีพเพื่อให้ “ยูอิจู” กับงูยักษ์ “อิมูกิ” เพื่อมันจะได้กลายเป็นมังกรสวรรค์ มีอำนาจและพลังเหลือล้น

D-War Poster Water Horse Poster

แต่เมื่อมีฝ่ายธรรมะ หนังก็ย่อมมีฝ่ายอธรรม เป็นงูยักษ์ที่ถูกเรียกนามว่า “บุรากิ” ที่ล่วงรู้เรื่องราวของ “ยูอิจู” ด้วย และมันก็ตามหาเพื่อแย่งมาครอบครองเช่นกัน

เหตุการณ์ในหนังเล่าถุงสองสมัยที่ห่างกัน 500 ปี หนก่อนนั้น ก็มีพระเอกมาเป็นผู้ช่วย เสียดายที่เขารักกับสาวผู้มียูอิจู และพากันโดดลงทะเลฆ่าตัวตาย ทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมจึงต้องรออีก 500 ปีถัดมา เหตุการณ์ข้ามไปเกิดถึงอเมริกา และแน่นอน ต้องมีพระเอกซึ่งได้รับภารกิจในการปกป้องสาวผู้มียูอิจูในตัว

สนุกสนานใช้ได้เลยทีเดียว เทคนิคด้านคอมพิวเตอร์กราฟิกนั้นก็สุดยอด ทำได้้เนียนพอตัว แต่อลังการมากมาย (โดยเฉพาะฉากท้ายๆ นั่นมันมังกือที่เราคุ้นตากันดีนี่) เกินหน้าเกินตาหลายๆ ชาติในเอเชียด้วยกัน แต่เนื้อเรื่องนั้นแสนจะอ่อนด้อย ดูเผินๆ เหมือนมีจินตนาการสูงส่ง หยิบตำนานพื้นเมืองเกาหลีมาสร้างเป็นหนัง แต่โครงเรื่องสุดเบาหวิว เหมือนดูการ์ตูนมากกว่าหนัง บ้านเมืองพินาศย่อยยับด้วยพลังการเลื้อยของงูยักษ์สองตัว แถมมีทหารมาต่อสู้ในใจกลางเมืองอีกต่างหาก

ถ้านับกันจริงๆ มนุษย์คงตายกันเป็นเบือ

———————————-

ส่วนหนังโรงเรื่องล่า ที่ได้ไปดูมาในวันนี้ คือ “Water Horse: Legend of The Deep” หรือในชื่อไทยที่โคตรเวอร์ว่า “อภินิหารตำนานเจ้าสมุทร”

เรื่องราวของ แองกัส เด็กชายหนุ่มน้อยผู้ค้นพบไข่ประหลาดริมทะลสาบ เก็บเอาหน่อเนื้อมังกรทะเลมาฟูมฟักโดยไม่ให้ผู้เป็นแม่รับรู้ มิตรภาพก่อเกิดก่อนจะพบว่า มันโตเร็วมากเมื่ออยู่ในน้ำ จนไม่สามารถเก็บมันไว้ในบ้านได้ จึงจำต้องนำสัตว์ประหลาดนาม “ครูโซ” ออกไปให้มันอาศัยในทะเลสาบ

เด็กชายผู้สับสนในช่วงเวลาแห่งสงคราม พ่อไปรบไม่ทราบข่าวคราว ได้แต่นับวันรอคอย จู่ๆ ก็มีทหารบุกเข้ามาขออาศัยบ้านอยู่ เพื่อซุ่มโจมตีเรือดำน้ำที่คาดว่าจะเข้ามาในทะเลสาบ การโจมตีด้วยกระสุนปืนใหญ่จึงส่งผลต่อครูโซอย่างไม่พักต้องสงสัย แถมจะกระทบต่อความสัมพันธ์ของทุกคนในครอบครัว และระหว่างแองกัสกับครูโซด้วย

หนังเด็กๆ รับปิดเทอมเรื่องนี้ช่างดูเพลินเกินห้ามใจ พล็อตคล้ายกับเรื่องแรกอยู่บ้างตรงที่ หยิบเอาตำนานมาเล่าให้มันเป็นเรื่องจริง ตำนานสัตว์ประหลาดแห่งล็อคเนสนั้นมีมานานจวบจนปัจจุบัน หนังหลายต่อหลายเรื่องหยิบมันขึ้นมาเอ่ยถึง แต่เรื่องนี้คือเรื่องเดียวที่ผมได้ดู

Image from Water Horse

หนังเริ่มต้นด้วย คำบอกเล่าของชายแก่คนหนึ่งที่มีต่อหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ผู้ซึ่งเข้ามาในร้านและพูดคุยถึงภาพถ่ายที่รู้จักกันไปทั่วโลก จากคำบอกเล่านั้น กลายเป็นหนังหนึ่งเรื่องถูกเล่าจบไป มีฉากซึ้งๆ ชวนน้ำตาคลอแทรกอยู่ด้วยช่วงหนึ่ง น่าประทับใจแม้เราจะไม่ใช่เด็กแล้วก็ตาม

จริงๆ หนังเรื่องนี้มีหลายมุมประกอบๆ เข้าด้วยกันนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสงครามที่ลุกลามเข้ามาในสก็อตแลนด์, เรื่องความไม่เข้าใจกันในครอบครัว (ผมว่า นี่ก็เป็นเรื่องหลักเลยล่ะ), เรื่องความสัมพันธ์ของเด็กน้อยกับสัตว์ประหลาด (ที่เป็นชื่อเรื่อง), เรื่องของสองผู้ใหญ่ ผู้หวังอยากดังอยากรวยจากสัตว์ประหลาดแห่งท้องทะเลตัวนี้ (มองอีกมุม ก็เป็นเรื่องดี ที่ทำให้คนทั่วโลกรู้จักที่นี่นะ), เรื่องความรู้สึกพิเศษระหว่างกันของแม่ม่ายกับชายวัยหนุ่ม (อิอิ)

แล้วเรื่องไหนอีกล่ะ … คิดไม่ออกละ

—————————————-

D-War หยิบตำนานของเกาหลีมาแต่งเป็นหนัง

Water Horse : Legend of The Deep หยิบเอาหนังสือของ ดิค คิง-สมิธ (ใครวะ) มาทำเป็นหนัง (ซึ่งหนังสือก็หยิบตำนานปิศาจแห่งล็อกเนสมาแต่งอีกทีนั่นแหละ) บางคนบอกว่า มันคล้ายอะนิเมะโดราเอมอนภาคหนึ่ง ใช่ครับ มันมาจากตำนานเดียวกัน แต่หยิบยืมกันมาเป็นทอดๆ นั่นแหละ

D-War เน้นฉากไล่ล่า ฉากสงคราม สร้างสัตว์พันธุ์ประหลาดๆ เคลื่อนไหวอุ้ยอ้ายเหมือนที่เราเห็นใน Star Wars โดยไม่เน้นเนื้อหาสาระอะไรมากนัก แม้ว่าคุณภาพของ CG จะดีมากๆ ก็ตาม แต่บางฉากก็ยังไม่เนียนเท่าฮอลลีหวูด (แต่เกินหน้าไทยไปหลายก้่าวเลยล่ะ)

Water Horse : Legend of The Deep เน้นความสัมพันธ์ของเด็กน้อยกับสัตว์ประหลาดในตำนาน เน้นพัฒนาการของตัวละครอย่าง แองกัส และเน้นความโหดร้ายไร้มนุษยธรรมของสงคราม ด้าน CG นั้นดูดีอยู่แล้วตามมาตรฐาน แต่หลายฉากที่เล่นกับน้ำ ถ้าดูภาพนิ่งแล้วจะยิ่งเห็นความไม่เนียนอยู่หลายฉากเหมือนกัน

D-War ดูแล้วมัน

Water Horse : Legend of The Deep ดูแล้วอบอุ่น ปนสะเทือนใจ

————————————-

อยากดู “งูยักษ์” หรือ “ม้าทะเล” ล่ะครับ?

————————————-

เพิ่มเติม

แท็ก

PatSonic

บล็อกเกอร์ผู้ชอบดูหนังหลากแนว ฟังเพลงหลายสไตล์ มีเวลาว่างก็จะออกไปท่องเที่ยว บางเวลาก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน หยิบซีรีส์ขึ้นมาดู แล้วก็จะหยิบมาเขียนให้ทุกคนได้อ่านกัน

6 คอมเมนต์

  1. เรื่องแรกยังไม่ได้ดูแฮะ … หนังเกาหลีเรื่องนั้น สงสัยต้องไปหามาดูบ้างแล้ว …

    ส่วนเรื่อง The Water Horse: The Legend of the deep นี่ไปดูมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว
    ผมชอบเรื่องนี้มากนะ .. มันเป็นหนังอบอุ่นอย่างที่คุณ patsonic ว่านั่นแหละ

    อ้อ ที่ว่าความรักของแม่ม่ายน่ะ .. ดูเหมือนจะเป็นรักสามเศร้าของแม่ม่ายนะ :P

    มีจุดไม่เนียนบ้างใน cg โดยเฉพาะช่วงที่อยู่บนผิวน้ำ (คลื่นมันหลอกตาเกินไปนิดหน่อย)
    นอกนั้นถือว่าทำได้ดีครับ

    หนังดีครับเรื่องนี้ แนะนำให้ไปดู

    ปล. เห็นตัวอย่างหนังแล้วนึกถึง ไดโนเสาร์ของโนบิตะ (1980) จริงๆนะ

  2. เรื่องนี้อยากดูมากกกก……..แต่ว่าจะหาเวลาไปดูได้รึป่าวนี่สิ -*-

  3. เรื่องที่สองยังไม่ได้ดูครับ คิดว่าเป็นหนังน่าติดตามอีกเรื่อง แต่เรื่อง D-War นี่ไม่ไหวครับ เนื้อหาอ่อนจนสุดบรรยาย เหมือนเอาหนังหลาย ๆ เรื่องที่แทบไม่มีความเกี่ยวโยงกันเลย มาต่อ ๆ ๆ กันให้เข้าเป็นเรื่อง แต่ที่น่าชมก็คือฉากและซีจีทำได้ดีจริง ๆ สวยครับ

  4. อาจารย์หมอหย๋องหมูกระป๋องฟันธง !!!

    เรื่องแรกรับไม่ได้ เรื่องสองยังไม่เคยดู แต่คงแจ่มกว่า

Back to top button
Close