Movie

รีวิว Tenet เทเน็ท | ความหมกมุ่นในเวลาของโนแลน

หนังสไตล์สายลับเจมส์ บอนด์ ที่บอกเล่าในแบบโนแลน เล่นเน้นเรื่องการย้อนเวลาและช่วยโลกให้รอด

ดูเหมือนผู้กำกับอย่าง Christopher Nolan จะมีความหมกมุ่นอยู่ไม่น้อยกับเรื่องของเวลา หลังสร้างผันผวนอันเกิดจากทฤษฎีสัมพันธภาพใน Interstellar ปรับเปลี่ยนความฝันด้วย Inception ก็ได้เวลาที่จะเล่นกับการย้อนกลับเวลากันเสียที ปีนี้โนแลนพาเอาหนังอย่าง Tenet หรือชื่อไทย เทเน็ต มาสร้างปรากฏการณ์เกี่ยวกับเวลาอีกครั้งในโรงภาพยนตร์

เทเน็ท หนังเรื่องใหม่ในปี 2020 ของคริสโตเฟอร์ โนแลน

หลังรั้งรอมาเนิ่นนานตั้งแต่เริ่มมีข่าว จนมาถึงช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดทั่วโลก ช่วงเวลาเข้าฉายที่ขยับเข้าขยับออกจนแทบไม่รู้ว่าตกลงจะได้ดูช่วงไหน ในที่สุด หนังเรื่องล่าของโนแลนก็ได้ฤกษ์เข้าฉายในประเทศไทยให้พวกเราได้เข้าไปดูกัน

ก่อนจะไปถึงว่าหนังเป็นยังไง เรามาเล่าเรื่องย่อกันก่อนละกันนะ

เรื่องย่อหนัง Tenet

ชายคนหนึ่ง (John David Washington จากหนัง BlacKkKlansman) ที่คิดว่าตัวเองได้ตายไปแล้วด้วยการกลืนยาตามวิสัยความเป็นสายลับที่ดี แต่ผลของการทำเช่นนั้นกลับกลายเป็นว่า มันทำให้เขาได้พบกับชีวิตใหม่ เขากลายเป็นนักสืบที่ได้เรียนรู้ถึงกลไกที่ตัวร้ายของเรื่องใช้เพื่อก่อการบางสิ่งที่ร้ายแรงมาก

เขาต้องหยุดยั้งสงครามโลกครั้งที่สามให้ได้

โดยอาวุธร้ายครั้งนี้ อาจมิใช่นิวเคลียร์ แต่เป็น ‘เวลา’ และเขาต้องดำเนินการสืบสาวและยับยั้งเรื่องดังกล่าวไปพร้อมๆ กับสหายหนุ่มหล่อนามว่า นีล (Robert Pattinson จากหนัง Twilight Saga

และเขาก็พบว่างานนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด เพราะวายร้ายอย่าง อังเดร ซาตอร์ (Kenneth Branagh) ชาวรัสเซียที่คิดการใหญ่แถมยังมีความรู้ความสามารถอันชาญฉลาด เขามีแคท (Elizabeth Debicki เจ้าหญิงไดอาน่าจากซีรีส์ The Crown, วิคตอเรีย จากหนัง The Man from U.N.C.L.E.) ภรรยาสาวสวยที่มีลูกหนึ่งที่มาทำให้หัวใจหวั่นไหว (หัวใจของเราด้วยแหละ)

นอกจากนี้ เราก็จะยังได้พบกับนักแสดงที่คุ้นเคยอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น Aaron Taylor-Johnson (จาก Godzilla และ Nocturnal Animals) และ Michael Caine (อาร์เธอร์ ใน Kingsman: The Secret Service และเป็นอัลเฟรดใน The Dark Knight Trilogy)

รีวิวหนัง Tenet

ต้องยอมรับอย่างหนึ่งเลยว่า ก่อนจะเข้าไปดูหนังเรื่องนี้ ผมต้องดูคลิปและอ่านข้อมูลประกอบไปก่อนพอประมาณ ทั้งที่กับเรื่องอื่น ผมแทบจะไม่ดูหนังตัวอย่างและอ่านเรื่องย่อเพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น เนื่องด้วยพอจะรู้ว่ามันคงไม่ง่ายนักที่จะทำความเข้าใจหนังของโนแลนในรอบแรกที่ดู แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะช่วยได้นักหรอกนะครับ

เป็นหนังที่โคตรทะเยอทะยาน

ด้วยความที่โนแลนมุ่งหวังจะทำหนังในสไตล์สายลับแบบเจมส์ บอนด์ หนังอย่าง Tenet จึงมีกลิ่นแบบนั้นอยู่เต็มเปี่ยม เพียงแต่มันเป็นหนังสายลับที่มีเรื่องราวในแบบโนแลน เรื่องราวและภารกิจของตัวเอกจะต้องเล่นท่ายากเสียหน่อย ต้องยอมรับว่าเขาเป็นผู้กำกับที่หมกมุ่นเล่นกับเรื่องเวลาเสียเหลือเกิน จาก Inception ที่เล่นเอาคนดูมึนงงกับฝันซ้อนฝันที่ดูจนจบก็ต้องมาถกกันว่า ฉากนั้นเป็นฝันหรือจริง ถ้าเป็นฝันมันคือชั้นไหน หรือ Interstellar ที่หยิบเอาทฤษฎีสัมพันธภาพมาเล่นจนเป็นหนังไซไฟที่ได้รับการยอมรับ แม้แก่นของเรื่องจะดราม่าระหว่างพ่อลูก 

มาครั้งนี้ เขาเลือกจะเล่นกับเวลาในมุมของ Time Inversion การย้อนกลับของกระแสเวลาที่หยิบยกเอาทฤษฎีโน่นนี่นั่นเข้ามาสร้างสรรค์ปั้นเรื่อง อาจจะไม่ใช่ทั้งหมดของทฤษฎี เพราะเขาหยิบมันขึ้นเพื่อรับใช้เรื่องราวที่เขาอยากจะเล่ามันลงในหนังสไตล์สายลับนั่นเอง

หากมันได้กลับกลายเป็นหนังสายลับที่มีความซับซ้อน แม้จะไม่ถึงขั้น Inception แต่ก็ไม่ง่ายในการเสพสักเท่าใดนัก สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของหนังนั้นตกอยู่กับลีลาของฉากแอคชันที่ชักชวนให้อึ้งได้ทุกเวลานาที กับภาพที่เล่นกับการเดินหน้าและถอยหลังของเวลาที่มาบรรจบกัน ชวนให้นึกไปถึงช่วงเวลาของการถ่ายทำ ว่าเขาถ่ายกันยังไง ถึงได้ภาพแบบนั้นออกมา 

อีกส่วนก็คงเป็นเรื่องของดนตรีประกอบ ที่คราวนี้เปลี่ยนหน้าที่เป็นของ Ludwig Göransson ที่ทำได้ไม่เลว หลายเพลงใช้เทคนิคการย้อนกลับที่ล้อกันไปกับภาพบนจอด้วย

อย่าพยายามเข้าใจ ให้ใช้ความรู้สึก

อาจเป็นหนังที่ผู้ชมรู้สึกซึมซับและเข้าถึงหัวใจของเรื่องราวได้น้อยที่สุดเรื่องหนึ่งของโนแลน ด้วยว่าช่วงเวลาของการรับชมทั้ง 150 นาที ผู้ชมอาจเป็นแค่คนนั่งดูเหตุการณ์แต่ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองได้ร่วมอยู่ในนั้น ไม่รู้สึกเอาใจช่วย ไม่รู้สึกว่า หนังมีแก่นที่สำคัญอะไรบางอย่างเหมือนกับหนังเรื่องที่ผ่านๆ มา

อาจจะจุดที่หลายคนไม่เก็ทกับ เทเน็ต เท่าใดนัก 

โปสเตอร์ เทเน็ท เวอร์ชั่นไทย

เราอาจมองไม่เห็นถึงมิติของตัวละคร ไม่ค่อยรู้สึกถึงที่มาที่ไปของตัวละครบางตัว (หรืออาจจะหลายตัว) ในระหว่างดูก็อาจตอบคำถามตัวเองไม่ได้ ตัวละครนี้เป็นใคร ตอนนี้เขากำลังทำอะไร 

เมื่อมาเจอไดอะล็อกที่ตัวละครหนึ่งเอ่ยไว้ในหนัง ‘อย่าพยายามเข้าใจ ให้ใช้ความรู้สึก’ อาจเป็นการบอกนัยๆ ถึงการดูหนังเรื่องนี้ แต่ก็นั่นแหละ เราเข้าใจหนังเรื่องได้เพียงคร่าวๆ ในรอบแรกที่ดูและเชื่อว่าคงต้องเก็บรายละเอียดกันเพิ่มในรอบที่สองที่สาม แต่เราก็อาจจะยังคงไม่ ‘รู้สึก’ กับมันเท่าใดนัก

เหมือนกับว่าเรายังหา ‘ใจ’ ของมันไม่เจอ อะไรประมาณนั้น

ลุ้นระทึก สนุก แต่งงและจำเป็นต้องดูรอบสอง

ถ้าถามถึงความซับซ้อน สำหรับผมแล้ว หนังไม่ได้ซับซ้อนชวนงงเท่าเรื่องก่อนๆ ดูแล้วพอจับเรื่องราวโดยรวมได้อยู่ เพียงแต่จะตอบปัญหาคาใจจุดนั้นจุดนี้ให้กับตัวเองไม่ได้เท่านั้นเอง อีกทั้งหนังก็ไม่เปิดโอกาสให้คนค่อยๆ ทำความเข้าใจ เพราะพี่แกเล่นใส่บดพูดกันรัวๆ ชนิดที่ถ้าเกิดหันหน้าไปมองคนข้างๆ แวบเดียวก็มีอันทำข้อมูลหล่นหายจนหลุดไปจากเรื่องราวได้ทันที

Kenneth Branagh กับ Elizabeth Debicki
Kenneth Branagh กับ Elizabeth Debicki

แต่เพราะฉากแต่ละฉาก โดยเฉพาะฉากแอคชัน ทุกฉากมีความน่าสนใจ ให้ความรู้สึกตื่นเต้นและตื่นตา การเคลื่อนไหวที่ทั้งเดินหน้าและถอยหลังพร้อมกันในเวลาเดียว ดนตรีประกอบที่ใส่เข้ามาก็ชักชวนให้หัวใจเต้นตูมตาม แม้จะยังดูไม่รู้ว่าตัวละครกำลังทำอะไรกันอยู่ก็ตาม

และในเมื่อโนแลนไม่ยอมประนีประนอม ไม่ผ่อนเรื่องราวเอาแต่เดินหน้าท่าเดียว ทั้งยังไม่มีการปูพื้นหลังให้กับตัวละครมากพอ สาดใส่ข้อมูลให้คนดูอย่างไม่ยั้งมือ เป็นธรรมดาที่การดูรอบเดียวจะไม่เพียงพอ

ส่วนจะเข้าไปดูรอบสองกันอีกหรือไม่นั้น รอบแรกของคุณ คุณจะเป็นบอกกับตัวเองครับ


ภาพยนตร์เรื่อง: Tenet / เทเน็ท
ผู้กำกับภาพยนตร์: Christopher Nolan
ผู้เขียนบท: Christopher Nolan
นักแสดงนำ: John David Washington, Robert Pattinson, Elizabeth Debicki, Kenneth Branagh, Aaron Taylor-Johnson, Michael Caine
ดนตรีประกอบ: Ludwig Göransson
ความยาว: 150 นาที
ปี: 2020
แนว/ประเภท: Action, Sci-Fi 
อัตราส่วนภาพ: 2.20 : 1
ประเทศ: สหรัฐอเมรกิา
เรท: ไทย/-, MPAA/PG-13
วันที่เข้าฉายในประเทศไทย: 27 สิงหาคม 2020
สตูดิโอ/ผู้สร้าง/ผู้จัดจำหน่าย: Syncopy, Warner Bros.

เทเน็ท

บทและพล็อต - 7.7
การแสดง - 7.4
เพลง/ดนตรีประกอบ - 8.3
การดำเนินเรื่อง - 6.6
งานภาพ - 8.7

7.7

Tenet

หนังสายลับที่องค์ประกอบเรื่องเป็นไปในทางเดียวกับ เจมส์ บอนด์ เลยด้วยซ้ำ แต่ใช้การย้อนเวลามาเป็นองค์ประกอบหลัก หนังโจมตีใส่คนดูด้วยไดอะล็อกที่สาดซัดโครมๆ ชนิดไม่ต้องเว้นวรรค เสร็จแล้วต่อด้วยฉากแอคชันที่ชวนตื่นตา ผสมดนตรีชวนตื่นเต้น ผู้ชมจะได้ลุ้น สนุกแต่อาจไม่เข้าใจว่ากำลังเกิดอะไร สำหรับคนที่จริงจังอยากรู้คำตอบ คงต้องมีอย่างน้อยสองรอบสำหรับหนังเรื่องนี้

User Rating: 2.52 ( 3 votes)

PatSonic

บล็อกเกอร์ผู้ชอบดูหนังหลากแนว ฟังเพลงหลายสไตล์ มีเวลาว่างก็จะออกไปท่องเที่ยว บางเวลาก็หยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน หยิบซีรีส์ขึ้นมาดู แล้วก็จะหยิบมาเขียนให้ทุกคนได้อ่านกัน
คุณน่าจะชอบบทความนี้
Close
Back to top button